เดอะเบสท์ แนะแนวเรียนต่อต่างประเทศครบวงจร

เรียนต่อมาเลเซีย | Taylor’s University มหาวิทยาลัย Top 1% ของโลกที่มาเลเซีย พร้อมเจาะลึกโอกาสรับทุน 100%

สารบัญบทความ

Last updated มิถุนายน 26, 2026 ago by Thebestedu

Taylor’s University ก่อตั้งขึ้นในปี 1969 ในชื่อ Taylor’s College ที่เมือง Subang Jaya รัฐ Selangor ประเทศมาเลเซีย ก่อนจะได้รับการยกระดับเป็นมหาวิทยาลัยเต็มรูปแบบในปี 2010 และพัฒนาต่อเนื่องจนกลายเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ที่ Lakeside Campus ซึ่งห่างจากกัวลาลัมเปอร์เพียงระยะทางสั้นๆ

ในการจัดอันดับ QS World University Rankings ฉบับล่าสุด Taylor’s University ได้รับการจัดให้เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ติดต่อกันหลายปี และอยู่ใน Top 1% ของมหาวิทยาลัยทั่วโลก เปิดสอนตั้งแต่ระดับ Foundation, Diploma, Bachelor’s, Master’s จนถึง PhD ในหลากหลายคณะ บทความนี้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ Taylor’s University ที่นักเรียนไทยควรรู้ก่อนตัดสินใจสมัครเรียน

มาเลเซียจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับนักเรียนไทย

มาเลเซียเป็นหนึ่งในจุดหมายเรียนต่อต่างประเทศที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในกลุ่มนักเรียนไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยปัจจัยหลายด้านที่สนับสนุนกัน

  • ค่าใช้จ่าย — ค่าเรียนและค่าครองชีพในมาเลเซียอยู่ที่ประมาณหนึ่งในสามถึงครึ่งหนึ่งของการเรียนในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย หรือสหรัฐอเมริกา ขณะที่หลักสูตรจำนวนมากยังเป็น Dual Award ร่วมกับมหาวิทยาลัยในยุโรป ทำให้ได้รับปริญญาสองใบในงบประมาณที่ประหยัดกว่า
  • ภาษาในการเรียนการสอน — มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยเอกชนส่วนใหญ่ในมาเลเซียใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการสอน นักเรียนไทยจึงไม่ต้องเรียนภาษาที่สามเพิ่ม ต่างจากการไปเรียนในประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก
  • ระยะทางการเดินทาง — จากกรุงเทพไปกัวลาลัมเปอร์ใช้เวลาเพียงประมาณ 2 ชั่วโมง ไม่มีปัญหา Jet Lag ทำให้ผู้ปกครองสามารถเดินทางไปเยี่ยมได้สะดวก และนักเรียนสามารถเดินทางกลับประเทศไทยช่วงปิดเทอมได้บ่อยโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสูง
  • เส้นทางต่อยอดสู่มหาวิทยาลัยตะวันตก — หลักสูตร Dual Award หรือ Transfer Programme ในมาเลเซียเปิดทางให้นักเรียนย้ายไปศึกษาต่อปีสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยพาร์ทเนอร์ในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย หรือยุโรปได้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในช่วงปีแรกๆ ก่อนย้ายไปศึกษาต่อในต่างประเทศจริง

จุดเด่นของ Taylor’s University ที่ทำให้แตกต่างจากมหาวิทยาลัยเอกชนอื่น

ในบรรดามหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งในมาเลเซีย Taylor’s University มีจุดเด่นเฉพาะที่ทำให้ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาคและระดับโลก

  • ความแข็งแรงของแบรนด์มหาวิทยาลัย — เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ติดต่อกันหลายปีตามการจัดอันดับของ QS และอยู่ใน Top 1% ของมหาวิทยาลัยทั่วโลก ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของปริญญาที่ได้รับเมื่อสมัครงานหรือศึกษาต่อในอนาคต
  • ความโดดเด่นเฉพาะทาง — ได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึง 10 สาขาวิชา ครอบคลุม Arts & Humanities, Accounting & Finance, Architecture & Built Environment, Business & Management, Communication & Media, Computer Science & Information Systems, Data Science & AI, Economics, Medicine และ Sociology
  • โอกาสการได้งานหลังเรียนจบ — ได้รับการจัดอันดับ World #16 ด้าน Graduate Employment Rate จาก QS Graduate Employability Rankings ซึ่งอยู่ใน Top 1% ของสถาบันการศึกษาที่นายจ้างทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุด
  • ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ — หลายหลักสูตรเป็น Dual Award เช่น Computer Science ร่วมกับ University of the West of England สหราชอาณาจักร และ Hospitality ร่วมกับ University of Toulouse ฝรั่งเศส ทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาได้รับปริญญา 2 ใบจาก 2 ประเทศพร้อมกัน

คณะและสาขาวิชาที่เปิดสอน

การเลือกเรียนที่ Taylor’s University คือการก้าวเข้าสู่สถาบันที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Top 1% ของโลก (อันดับ #272 โดย QS World University Rankings 2027) และ Top 30 ของเอเชียซึ่งเป็นเครื่องการันตีว่าทุกหลักสูตรของที่นี่ได้มาตรฐานระดับสากล ไม่เพียงแค่นั้น มหาวิทยาลัยยังออกแบบหลักสูตรให้มีความ “พิเศษ” และตอบโจทย์ตลาดงานแห่งอนาคตโดยเฉพาะ

หลักสูตรอินเตอร์และระดับการศึกษาที่รองรับ

ทำไมเด็กไทยและนักศึกษาจากทั่วโลกถึงเลือกมาเรียนที่ Taylor’s University? เหตุผลไม่ใช่แค่เพราะแคมปัสที่สวยงามระดับโลก แต่เป็นเพราะทุกหลักสูตรถูกออกแบบมาให้ล้ำสมัย นำเทคโนโลยีมาใช้จริง และเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด (Industry-ready) ผ่านแนวคิด Taylor’sphere และ Taylor’s Impact Labs ที่ให้นักศึกษาได้ทำโปรเจกต์แก้ปัญหาจริงตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบนี่คือเจาะลึกความพิเศษของคณะยอดฮิตที่ตอบโจทย์ตลาดงานในอนาคตครับ
ระดับการศึกษา รายละเอียด
Foundation และ Diploma เหมาะสำหรับน้องๆ มัธยมปลายที่ต้องการเตรียมความพร้อมและค้นหาตัวเองในสภาพแวดล้อมแบบอินเตอร์
Degree มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติจริง และสร้างทักษะที่พร้อมทำงานทันที
Master’s และ PhD เน้นการทำวิจัยที่สร้างผลกระทบเชิงบวกและนำไปใช้แก้ปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริงได้จริง (Real-world impact)

สายศิลปะการทำอาหารและการบริการ (Culinary Arts & Hospitality)

ยืนหนึ่งในเอเชียและได้รับการยอมรับระดับโลก เป็นคณะระดับเรือธงที่เด็กไทยใฝ่ฝันอยากมาเรียนมากที่สุด!

  • จุดเด่นที่เหนือกว่า: มหาวิทยาลัยมีเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก โดยเฉพาะความร่วมมือกับ University of Toulouse (TTUC) ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งนักศึกษาในหลักสูตรจะได้สัมผัสมาตรฐานการศึกษาด้านการบริการระดับยุโรป (มีค่าธรรมเนียมลงทะเบียน TTUC ในบางหลักสูตร)

  • การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง (Hands-on Experience): การเรียนทำอาหารที่ Taylor’s Culinary Institute (TCI) ไม่ใช่แค่การท่องจำตำรา แต่นักศึกษาจะได้ฝึกฝนเทคนิคชั้นสูง เช่น การทำขนมสไตล์ฝรั่งเศส (Macaron Making) การจัดจาน และการประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในห้องครัวมาตรฐานโลก

  • โอกาสระดับผู้บริหาร: หลักสูตรอย่าง Master of Global Hospitality Management ถูกออกแบบมาเพื่อปั้นนักศึกษาให้พร้อมสำหรับการทำงานในระดับบริหารและการจัดการขั้นสูงในวงการโรงแรมระดับสากล


สายธุรกิจ กฎหมาย และเศรษฐศาสตร์ (Business & Law)

สร้างผู้นำที่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ

  • ปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE): Taylor’s University เป็น มหาวิทยาลัยแห่งแรกในมาเลเซีย ที่เปิดสอนหลักสูตร PPE ซึ่งเป็นหลักสูตรยอดฮิตในหมู่นักการเมืองและผู้นำระดับโลก เพื่อสร้างบัณฑิตที่เข้าใจการวางนโยบายและขับเคลื่อนอุตสาหกรรม

  • กฎหมายการแพทย์ (LLM in Healthcare and Medical Law): สำหรับหลักสูตรปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ได้ปรับตัวรับเทรนด์โลกโดยเปิดสอนกฎหมายการแพทย์ เพื่อรองรับภูมิทัศน์ทางกฎหมายสาธารณสุขและการดูแลสุขภาพที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

  • Business School ที่เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ: คณะบริหารธุรกิจมีการดึงเครือข่ายศิษย์เก่า (Alumni) ที่ประสบความสำเร็จกลับมาแลกเปลี่ยนมุมมองและร่วมกำหนดทิศทางของหลักสูตร เพื่อให้มั่นใจว่าบัณฑิตที่จบไปจะทำงานได้จริงและตรงใจนายจ้าง


สายวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี (Computer Science & IT)

ตอบรับเทรนด์โลกยุค AI และสายเทคฯ ที่กำลังขาดแคลนบุคลากรอย่างหนัก

  • มุ่งเน้น AI และเทคโนโลยีอุบัติใหม่ (Emerging Technology): หลักสูตรเจาะลึกแนวโน้มของ AI และทักษะที่เป็นที่ต้องการของตลาดงาน (In-demand skills) เพื่อให้นักศึกษาก้าวทันและแข่งขันได้ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI
  • ระบบ Work-Based Learning (WBL): ความพิเศษสุดๆ ของคณะสายเทคฯ คือหลายหลักสูตร (เช่น Computer Science, Information Technology และ Software Engineering) มีทางเลือกการเรียนแบบ Work-Based Learning หรือการเรียนรู้จากการฝึกปฏิบัติงานจริงในองค์กร (ใช้เวลาประมาณ 1 ปีเต็มในช่วงปีสุดท้าย) ซึ่งทำให้นักศึกษาได้ประสบการณ์จริงก่อนเรียนจบ
 

สายวิศวกรรมศาสตร์ (Engineering)

สร้างวิศวกรที่พร้อมทำงานจริง ผ่านโครงสร้างหลักสูตรที่เน้นการลงมือทำ (Hands-on) และตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่

  • ครอบคลุมสาขาวิศวกรรมหลัก: มหาวิทยาลัยเปิดสอนหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (Bachelor of Engineering with Honours) ใน 4 สาขากระแสหลักที่ตลาดงานทั่วโลกต้องการตัว ได้แก่:
    • วิศวกรรมเคมี (Chemical Engineering)
    • วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Electrical & Electronic Engineering)
    • วิศวกรรมเครื่องกล (Mechanical Engineering)
    • วิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics Engineering)
  • เรียนผ่านประสบการณ์จริง (Internship-embedded): โครงสร้างหลักสูตรถูกออกแบบมาให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติงานจริงในภาคอุตสาหกรรม (Internship) อย่างเข้มข้นในชั้นปีที่ 3 (เทอม 7) เพื่อให้นักศึกษามีประสบการณ์และคอนเนคชันก่อนเรียนจบ
  • ทางเลือกสู่การเป็นวิศวกรในอเมริกา (ADTP): นอกเหนือจากหลักสูตรปริญญาตรีปกติแล้ว ที่นี่ยังมีทางเลือก American Degree Transfer Program (Engineering) สำหรับน้องๆ ที่ใฝ่ฝันอยากปูพื้นฐานที่มาเลเซีย แล้วโอนหน่วยกิตไปคว้าวุฒิวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกาโดยตรง


สายสถาปัตยกรรมและการก่อสร้าง (Architecture & Built Environment)

ผสมผสานศิลปะการออกแบบ เข้ากับความยั่งยืนและเทคโนโลยีดิจิทัล
  • หลักสูตรเฉพาะทางที่ตลาดต้องการสูง: นอกเหนือจากสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่นี่ยังเด่นเรื่องสาขา การประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ (Quantity Surveying) ซึ่งเป็นสายงานที่กำลังมีความต้องการสูงมากในมาเลเซียและภูมิภาคเอเชีย
  • นวัตกรรมการก่อสร้างดิจิทัล: มีหลักสูตร Sustainable Digital Construction Management ที่มีทางเลือกแบบ Work-Based Learning ซึ่งตอบโจทย์อุตสาหกรรมการก่อสร้างยุคใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและสมาร์ทเทคโนโลยี


สายการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Medicine, Pharmacy & Biosciences)

ก้าวล้ำด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับสากล ไม่ได้จำกัดแค่การรักษาแบบดั้งเดิม
  • แพทยศาสตรบัณฑิต (MBBS): หลักสูตรแพทย์ 5 ปีของที่นี่ได้รับการรับรองและเป็นไปตามข้อกำหนดของแพทยสภามาเลเซีย (Malaysian Medical Council – MMC) อย่างครบถ้วน ความพิเศษคือมหาวิทยาลัยมีการเตรียมความพร้อมสำหรับ การสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมของสหรัฐอเมริกา (USMLE) โดยมีสื่อการเรียนการสอนเตรียมสอบ (Preparatory Material) บูรณาการไว้ในระบบ Learning Management System ให้กับนักศึกษาแพทย์ด้วย!
  • นวัตกรรมด้านสาธารณสุข: คณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Biosciences) มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การนำ Data Analytics และ AI มาใช้ทำนายความเสี่ยงและตรวจจับโรคตั้งแต่เนิ่นๆ (เช่น การจัดการโรควัณโรค) ทำให้นักศึกษาได้สัมผัสเทคโนโลยี Healthcare อนาคต


สายจิตวิทยา (Psychology)

เรียนรู้พฤติกรรมมนุษย์แบบผสมผสานเทคโนโลยีสุดล้ำ
  • ประสบการณ์จิตวิทยาเชิงปฏิบัติ (Psychology in Action): การเรียนจิตวิทยาที่นี่ฉีกกรอบเดิมๆ เพราะนักศึกษาจะได้ใช้โปรแกรม AI Simulations และเกมที่ออกแบบโดยนักศึกษาเองในการวิเคราะห์พฤติกรรม
  • การลงพื้นที่จริง: นักศึกษาจะได้ร่วมฝึกคัดกรอง IQ และประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้นภายใต้การดูแลของนักจิตวิทยาฝึกหัด ซึ่งเป็นการปูทางสู่การเป็นนักจิตวิทยาคลินิกในอนาคต


ตารางสรุปค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร: 7 กลุ่มคณะยอดนิยมสำหรับนักศึกษาไทย

หมายเหตุ: ค่าใช้จ่ายด้านล่างคือยอดรวมตลอดหลักสูตรประมาณ 3–5 ปีการศึกษา ขึ้นอยู่กับแต่ละหลักสูตร โดยคำนวณเป็นเงินไทยเพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมงบประมาณเบื้องต้น

กลุ่มคณะ / สาขาวิชายอดนิยม หลักสูตรยอดนิยม ระยะเวลาเรียน ค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร (USD) ประมาณการเงินไทย (บาท)
1. สายศิลปะการทำอาหารและการบริการ (Culinary Arts & Hospitality) ปริญญาตรีการจัดการการบริการระดับนานาชาติ(Hospitality Management) 3 ปี $39,164 ~1,429,000 บาท
  ปริญญาตรีการจัดการศิลปะการทำอาหาร(Culinary Management) 3 ปี $39,164 ~1,429,000 บาท
2. สายวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี (Computer Science & IT) ปริญญาตรีวิทยาการคอมพิวเตอร์(Computer Science) 3 ปี $39,857 ~1,454,000 บาท
  ปริญญาตรีวิศวกรรมซอฟต์แวร์ / เทคโนโลยีสารสนเทศ(Software Engineering / IT) 3 ปี $39,857 ~1,454,000 บาท
3. สายการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Medicine & Health Sciences) แพทยศาสตรบัณฑิต(MBBS) 5 ปี $134,634 ~4,914,000 บาท
  ปริญญาตรีเภสัชศาสตร์(Pharmacy) 4 ปี $61,511 ~2,245,000 บาท
  ปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์(Biomedical Science) 3 ปี $44,956 ~1,640,000 บาท
4. สายจิตวิทยา (Psychology) ปริญญาตรีจิตวิทยา(Psychology) 3 ปี $36,694 ~1,339,000 บาท
5. สายธุรกิจ กฎหมาย และเศรษฐศาสตร์ (Business & Law) ปริญญาตรีปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์(PPE) 3 ปี $39,285 ~1,433,000 บาท
  ปริญญาตรีนิติศาสตร์(Laws – LLB) 3 ปี $42,719 ~1,559,000 บาท
  ปริญญาตรีบริหารธุรกิจเน้นการตลาด / ธุรกิจระหว่างประเทศ 3 ปี $42,117 ~1,537,000 บาท
6. สายสถาปัตยกรรมและการก่อสร้าง (Architecture & Built Environment) ปริญญาตรีสถาปัตยกรรมศาสตร์(BSc in Architecture) 3 ปี $43,653 ~1,593,000 บาท
  ปริญญาตรีการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์(Quantity Surveying) 3 ปี $35,067 ~1,279,000 บาท
7. สายวิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิตเคมี, ไฟฟ้า, เครื่องกล, เมคคาทรอนิกส์ 4 ปี $53,682 ~1,959,000 บาท

ข้อควรทราบ: อัตราค่าเล่าเรียนด้านบนอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามการปรับอัตราประจำปี จำนวนหน่วยกิตที่นักศึกษาเลือกลงทะเบียน และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงที่ชำระเงิน นอกจากนี้ บางคณะอาจมีค่าอุปกรณ์เสริม เช่น ชุดเชฟและชุดมีดสำหรับสายศิลปะการทำอาหาร หรือเสื้อกาวน์สำหรับสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ซึ่งมักชำระเพิ่มในช่วงเทอมแรก

เส้นทาง Foundation และ Diploma สำหรับผู้ที่วุฒิการศึกษายังไม่ครบเกณฑ์

นักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยผลการเรียนที่ยังไม่ถึงเกณฑ์รับตรงระดับปริญญาตรี หรือต้องการปรับพื้นฐานก่อนเข้าศึกษาจริง สามารถเริ่มต้นจากหลักสูตร Foundation ระยะเวลา 1 ปี ก่อนต่อปริญญาตรีได้ ค่าเรียน Foundation อยู่ที่ประมาณ 28,600-68,590 ริงกิต ขึ้นอยู่กับสาขาที่จะศึกษาต่อ

นอกจากเส้นทาง Foundation ยังมีเส้นทาง Diploma ระยะเวลา 2 ปีที่สามารถเทียบโอนต่อปริญญาตรีอีก 2 ปีได้ และสำหรับผู้ที่มีวุฒิ A-Level หรือ International Baccalaureate ที่ตรงตามเกณฑ์ สามารถเข้าศึกษาในชั้นปีที่ 1 ได้โดยตรง

ทุนการศึกษา (Scholarships & Financial Aid)


การได้เรียนในมหาวิทยาลัยระดับ Top 1% ของโลก ไม่ได้หมายความว่าต้องจ่ายในราคาเต็มเสมอไป! ที่ Taylor’s University จัดเต็มเรื่องทุนสนับสนุนนักศึกษาต่างชาติแบบสุดๆ โดยมี ทุนส่วนลดค่าเทอมตั้งแต่ 50%, 70% ไปจนถึงสูงสุด 100% (Full Scholarship) เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองและผลักดันเด็กเก่งให้ไปถึงฝั่งฝัน

ทุนจากมหาวิทยาลัย (Taylor’s University Scholarships)

ทางมหาวิทยาลัยมีโควตาทุนหลายรูปแบบที่ต้องผ่านการประเมินและสัมภาษณ์ ซึ่งครอบคลุมความสามารถของเด็กทุกสาย ดังนี้

  • ทุนเรียนดี (Merit Scholarship): ทุนสำหรับน้องๆ ที่มีผลการเรียนโดดเด่น มอบส่วนลดค่าเทอมตั้งแต่ 50%, 70% ไปจนถึงเต็มจำนวน 100%
  • ทุนนักกีฬา (Sports Scholarship): สำหรับน้องๆ ที่มีผลงานแข่งขันกีฬาระดับชาติ (เช่น ว่ายน้ำ แบดมินตัน เทนนิส ฟุตบอล ฯลฯ) รับส่วนลดค่าเทอม 50%, 70% ไปจนถึง 100%
  • ทุนความสามารถพิเศษ (Talent Scholarship): หากน้องๆ มีความสามารถโดดเด่นด้านการแสดง ดนตรี การเต้น หรือการร้องเพลง มหาวิทยาลัยพร้อมสนับสนุนทุนตั้งแต่ 50%, 70% ไปจนถึง 100%
  • ทุนช่วยเหลือสังคม (Community Scholarship): ทุนสำหรับนักเรียนที่มีรายได้ครอบครัวน้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนด มอบให้เป็น ทุนเต็มจำนวน 100% (Full Scholarship)
  • ทุนเฉพาะสาขาสุดเอ็กซ์คลูซีฟ (Exclusive Scholarships): เช่น PPE Exclusive Scholarship สำหรับสาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ รวมถึง Young Accountant / ACCA Scholarship สำหรับผู้ที่มุ่งมั่นในสายบัญชี มอบส่วนลดค่าเทอม 50% และสูงสุดถึง 100%

ทุนส่วนลดอัตโนมัติจากผลการเรียน (Excellence Award)

นอกจากทุนที่ต้องสอบแข่งขันแล้ว ที่นี่ยังมีรางวัล Excellence Award ที่พิจารณาให้ส่วนลดทันทีตามเกรดเฉลี่ย (GPA) หรือคะแนนสอบที่ยื่นสมัคร (เช่น ม.6, A-Level, IB, GED ฯลฯ) ยิ่งเกรดดี ยิ่งได้ลดเยอะ!

  • ระดับปริญญาตรี (ทั่วไป): รับส่วนลดค่าเทอมตั้งแต่ 4,000 ไปจนถึง 13,000 ริงกิตต่อปี (ประมาณ 30,000 – 100,000 กว่าบาท/ปี) ขึ้นอยู่กับเกรดที่ทำได้
  • หลักสูตร ACCA Foundation: รับส่วนลดค่าเทอมตามเกรด สูงสุดถึง 35%
  • หลักสูตรปรับพื้นฐาน (Foundation/Diploma): รับส่วนลดรวมตลอดหลักสูตรสูงสุดถึง 15,000 ริงกิต

เงื่อนไขสำคัญในการสมัครทุนการศึกษา (Terms & Conditions)

เพื่อให้การวางแผนขอทุนเป็นไปอย่างราบรื่น น้องๆ และผู้ปกครองควรทราบเงื่อนไขและข้อกำหนดเบื้องต้นจากทางมหาวิทยาลัย ดังนี้ครับ:
  • สิทธิ์สำหรับนักศึกษาต่างชาติ (เด็กไทย):

    • ทุนส่วนลดอัตโนมัติจากผลการเรียน (Excellence Award): เปิดกว้างสำหรับ “นักศึกษาต่างชาติทุกคน” น้องๆ สามารถใช้วุฒิการศึกษาและผลคะแนน (เช่น ม.6, IGCSE, A-Level, IB ฯลฯ) ยื่นพิจารณารับส่วนลดค่าเทอมได้ทันทีตามเกณฑ์ที่กำหนดโดยไม่ต้องสัมภาษณ์

    • ทุนเต็มจำนวนหรือส่วนลด 50-70% (เช่น Merit, Talent, Sports): โควตาทุนกลุ่มนี้มักจะมอบให้เด็กนักเรียนชาวมาเลเซีย หรือนักเรียนต่างชาติที่จบจากโรงเรียนนานาชาติในเครือข่าย Taylor’s Education Group (TEG) เป็นหลัก สามารถให้ทาง The Best EDU ช่วยประสานงานเพื่อเช็กโควตาพิเศษกับเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยพิจารณาเป็นรายกรณีได้

  • เอกสารและช่วงเวลาการพิจารณา:

    • ผู้สมัครจะต้องได้รับ จดหมายตอบรับเข้าเรียน (Letter of Offer) จากทางมหาวิทยาลัยก่อน จึงจะสามารถยื่นเรื่องกรอกใบสมัครขอทุนได้
    • สามารถใช้ผลสอบที่คาดการณ์ล่วงหน้า (Forecast/Trial Results) หรือผลสอบจริง (Actual Results) ยื่นพิจารณาขอทุนได้
    • โควตาทุนมีจำนวนจำกัด โดยจะพิจารณาแบบ มาก่อนได้ก่อน (First-come, first-serve basis) เฉพาะรอบรับสมัครปี 2026 เท่านั้น
  • ข้อผูกมัดและหน้าที่ของผู้รับทุน:

    • ต้องเป็นนักศึกษาเต็มเวลา (Full-time) ที่เรียนในแคมปัสมาเลเซียเท่านั้น ไม่ครอบคลุมโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน
    • ผู้รับทุนจะต้องรักษาผลการเรียน (CGPA) ให้อยู่ในเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดในแต่ละเทอมอย่างเคร่งครัดตลอดหลักสูตร หากผลการเรียนตกเกณฑ์ อาจถูกพิจารณาระงับทุน
    • ต้องเข้าร่วมกิจกรรมของ Scholar’s Club และวางตัวเป็นแบบอย่างที่ดีในฐานะตัวแทน (Ambassador) ของมหาวิทยาลัย
    • ไม่สามารถรับทุนการศึกษา หรือส่วนลดซ้อนทับกับทุนภายนอกหรือหน่วยงานอื่นได้ในเวลาเดียวกัน

การเตรียมตัวเพื่อชิง ทุนการศึกษาเต็มจำนวน 100% (Full Scholarship) ของ Taylor’s University

จะต้องเตรียมความพร้อมทั้งในส่วนของการสัมภาษณ์และการทดสอบเพิ่มเติม ซึ่งจะแตกต่างกันไปตาม “ประเภทของทุน” ที่คุณยื่นสมัครครับ โดยมีจุดที่ต้องโฟกัสหลักๆ ดังนี้:

1. เตรียมความพร้อมสำหรับการทดสอบเฉพาะทาง (Specific Assessments) หลังจากที่คุณผ่านการคัดเลือกเอกสาร (Shortlisting) แล้ว นอกเหนือจากการสัมภาษณ์ บางทุนมีเงื่อนไขการทดสอบที่คุณต้องเตรียมตัวล่วงหน้า

  • ทุนเรียนดี (Merit Scholarship) และทุน Young Accountant: คุณจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการทำ แบบทดสอบทางจิตวิทยาออนไลน์ (Online Psychometric Test) ร่วมกับการสัมภาษณ์
  • ทุนความสามารถพิเศษ (Talent Scholarship): นอกจากการสัมภาษณ์ คุณจะต้องเตรียม การแสดงสด (Live performance) เพื่อโชว์ศักยภาพต่อหน้ากรรมการ เช่น การเล่นเครื่องดนตรี การเต้น หรือการร้องเพลง
  • ทุนเฉพาะทางอย่าง ACCA, Young Accountant และ PPE Exclusive: คุณจะต้องเตรียมตัวสอบ การประเมินข้อเขียน (Written Assessment) เพิ่มเติม โดยเฉพาะผู้ที่ขอทุน PPE Exclusive จะต้องเจอกับรูปแบบ การสัมภาษณ์กลุ่ม (Group Interview)

2. การเตรียมตัวสัมภาษณ์และการนำเสนอตัวเอง (Interview Preparation) ทุกทุนที่ให้ส่วนลด 100% ไม่ว่าจะเป็นทุนเรียนดี, กีฬา, ความสามารถพิเศษ, ทุนช่วยเหลือสังคม (Community Scholarship) หรือทุนเฉพาะทาง ล้วนต้องผ่านการสอบ “สัมภาษณ์” ทั้งสิ้น

  • ทัศนคติของการเป็นตัวแทนมหาวิทยาลัย (Student Ambassador): มหาวิทยาลัยคาดหวังให้ผู้ที่ได้รับทุนประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี มีความรับผิดชอบ และพร้อมทำหน้าที่เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยในการทำกิจกรรมหรืองานประชาสัมพันธ์ต่างๆ
  • ความพร้อมในการมีส่วนร่วม: คุณควรแสดงให้กรรมการเห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมทำกิจกรรมกับเครือข่ายนักเรียนทุน หรือที่เรียกว่า Scholar’s Club เพื่อพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำและการทำงานเป็นทีม
  • การตอกย้ำความสำเร็จ: แม้จะผ่านรอบเอกสารมาแล้ว แต่ควรเตรียมเล่าถึงผลงานที่คุณเคยทำ (Achievements) เช่น ประสบการณ์แข่งกีฬาระดับชาติ, ผลงานศิลปะ, หรือการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อให้กรรมการมั่นใจว่าคุณคือผู้ที่เหมาะสมที่สุด

คุณสมบัติผู้สมัคร (Entry Requirements)

หลายคนอาจกังวลว่ามหาวิทยาลัยระดับ Top 1% ของโลกจะต้องเข้ายากแน่ๆ แต่ความจริงแล้ว Taylor’s University เปิดกว้างและมีความยืดหยุ่นสูงมากในการรับนักศึกษาต่างชาติ โดยมีเกณฑ์การรับสมัครที่ครอบคลุมหลากหลายวุฒิการศึกษาจากประเทศไทย

เกณฑ์ภาษา (English Proficiency)

เนื่องจากหลักสูตรทั้งหมดสอนเป็นภาษาอังกฤษ 100% จึงต้องมีการวัดระดับภาษาก่อนเข้าเรียน:
  • คะแนนภาษาอังกฤษพื้นฐาน: โดยทั่วไปจะใช้คะแนนสอบ IELTS ประมาณ 5.0 – 6.0 ขึ้นไป (หรือเทียบเท่า) ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละคณะ
  • ข่าวดีสำหรับคนที่ไม่มี IELTS หรือคะแนนไม่ถึงเกณฑ์! ไม่ต้องกังวลเลยครับ! หากคุณมีคะแนน IELTS ที่ 5.0 หรือยังไม่ถึงเกณฑ์ที่คณะกำหนด ทางมหาวิทยาลัยมีหลักสูตร Intensive English และ Academic English Proficiency เพื่อช่วยปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษเชิงวิชาการให้พร้อมก่อนก้าวเข้าสู่การเรียนในหลักสูตรปริญญาจริง

วุฒิและเกรด (Academic Qualifications)

ทางมหาวิทยาลัยรองรับวุฒิการศึกษาที่หลากหลาย ไม่ว่าน้องๆ จะจบหลักสูตรไทยหรืออินเตอร์ ก็สามารถยื่นสมัครได้:

  • วุฒิมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.6) / ปวช. หรือเทียบเท่า
  • หลักสูตรอินเตอร์: รองรับวุฒิ IGCSE, Cambridge A-Level, IB Diploma, หรือเทียบเท่า
  • วุฒิสอบเทียบ (เช่น GED): [Placeholder: สามารถยื่นพิจารณาเข้าเรียนในระดับ Foundation หรือ Diploma ก่อนต่อยอดเข้าปริญญาตรีได้]
  • เกรดเฉลี่ย (GPA): เกรดที่ใช้ยื่นจะขึ้นอยู่กับคณะที่เลือก หากน้องๆ มีเกรดเฉลี่ยที่โดดเด่น (เช่น เทียบเท่า 8A หรือ CGPA สูงๆ) จะมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณา “ทุนส่วนลดค่าเล่าเรียน (Excellence Award)” แบบอัตโนมัติตามเกณฑ์อีกด้วย!

เอกสารที่ต้องเตรียม (Required Documents)

การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและถูกต้องคือหัวใจสำคัญของการสมัครเรียนเบื้องต้น ได้แก่:
  • Passport (พาสปอร์ต): หน้าแรกที่มีอายุใช้งานเหลือไม่ต่ำกว่า 1-2 ปี
  • Transcript (ทรานสคริปต์): ฉบับภาษาอังกฤษ (ยื่นผลเทอมล่าสุด หรือผลสอบ Trial/Forecast ก่อนได้)
  • Certificate of Graduation (ใบรับรองการจบการศึกษา): ฉบับภาษาอังกฤษ
  • ผลสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ: IELTS / TOEFL / Pearson (ถ้ามี)
  • Portfolio (พอร์ตโฟลิโอ): เฉพาะบางคณะที่ต้องการดูผลงาน เช่น คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ หรือศิลปะการออกแบบ

ชีวิตนักศึกษาและที่พัก (Student Life & Accommodation)

การไปเรียนต่อต่างประเทศไม่ใช่แค่เรื่องของการเรียนในห้องสี่เหลี่ยม แต่ยังรวมถึงประสบการณ์การใช้ชีวิต การปรับตัว และการสร้างคอนเนคชั่น ซึ่งที่ Taylor’s University มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาที่เรียกว่า “Taylor’sphere” เพื่อผลักดันให้นักศึกษาได้พัฒนาทั้งทักษะวิชาการ ทักษะชีวิต และพร้อมออกไปสร้างการเปลี่ยนแปลงให้โลกใบนี้

หอพักและที่พัก (Accommodation & Campus Facilities)

เรื่องความเป็นอยู่คือสิ่งที่ผู้ปกครองสามารถวางใจได้แบบ 100% เพราะทางมหาวิทยาลัยมีทีมงานที่ได้รับรางวัลด้านการสนับสนุนที่พัก (Award-winning accommodation support) ซึ่งออกแบบมาเพื่อดูแลสวัสดิภาพของนักศึกษาโดยเฉพาะ โดยมีตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ดังนี้:

  • ที่พักในแคมปัส (On-campus Convenience): มหาวิทยาลัยมีหอพักในตัวอย่าง Taylor’s Residence (หรือ U-Residence) ซึ่งตั้งอยู่ภายในวิทยาเขตริมทะเลสาบ (Lakeside Campus) ให้น้องๆ สามารถตื่นเช้าแล้วเดินไปเรียนได้เลย สะดวกสบาย ประหยัดค่าเดินทาง และอุ่นใจด้วยระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง

  • ที่พักนอกแคมปัส (Off-campus Flexibility): สำหรับนักศึกษาที่ต้องการความยืดหยุ่น หรืออยากบริหารจัดการงบประมาณด้วยตัวเอง ทางมหาวิทยาลัยก็มีเครือข่ายที่พักนอกแคมปัสที่ปลอดภัยและเดินทางสะดวกให้เลือกสรรเช่นกัน
  • สิ่งอำนวยความสะดวกแบบจัดเต็ม: ภายในแคมปัสถูกออกแบบมาให้เป็นสวรรค์ของการเรียนรู้และการใช้ชีวิต มีทั้งพื้นที่ส่วนกลางสำหรับนั่งทำงานหรือพักผ่อน (Hangout areas) โคเวิร์กกิ้งสเปซ รวมถึงศูนย์กีฬาและสปอร์ตคลับที่ทันสมัย นอกจากนี้ยังมีชมรมและกิจกรรม (Clubs, Societies and Sports) ให้นักศึกษาได้เข้าร่วมเพื่อคลายเครียดและสานสัมพันธ์กับเพื่อนต่างชาติอีกด้วย

เมืองที่ตั้งและความปลอดภัย (Location & Safety)

  • ทำเลทองทางการศึกษา: มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ที่เมือง Subang Jaya รัฐ Selangor ซึ่งเป็นย่านการศึกษาที่มีความเจริญและปลอดภัยสูงมาก สิ่งแวดล้อมโดยรอบเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตอบโจทย์ชีวิตวัยรุ่น
  • การเดินทางและการใช้ชีวิต: การเดินทางไป-กลับสะดวกสบาย มีระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมต่อเข้าสู่ตัวเมืองได้อย่างง่ายดาย โดยรุ่นพี่นักศึกษาหลายคนมักจะใช้เวลาในวันหยุดไปกับการทำกิจกรรมสนุกๆ เช่น ปีนเขา เดินป่า หรือออกไปตามหาสถานที่เที่ยว คาเฟ่ และร้านอาหารลับๆ (Hidden gems) ทั่วเมือง ทำให้ชีวิตนักศึกษาที่นี่เต็มไปด้วยสีสันและไม่น่าเบื่ออย่างแน่นอน 

โอกาสทำงานหลังเรียนจบ (Career Opportunities & Employability)

เป้าหมายสูงสุดของการไปเรียนต่อต่างประเทศ คือการได้รับโอกาสทางหน้าที่การงานที่ดีและมั่นคง ซึ่ง Taylor’s University สามารถตอบโจทย์เรื่องนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มหาวิทยาลัยไม่ได้มุ่งเน้นแค่การสอนทฤษฎี แต่เป็นการสร้าง “บัณฑิตที่พร้อมทำงาน (Industry-ready)” จนได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยมีสถิติที่น่าสนใจคือ มหาวิทยาลัยเคยได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยที่มี อัตราการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่สูงเป็นอันดับที่ 16 ของโลก (QS Graduate Employability Rankings 2022)

การเตรียมความพร้อมสู่อนาคตการทำงาน (Future of Work & Career Support)

มหาวิทยาลัยมีระบบนิเวศที่ช่วยผลักดันนักศึกษาให้ก้าวสู่วัยทำงานได้อย่างมั่นใจ ดังนี้:
  • ระบบประเมินอาชีพ (Career Assessment): มหาวิทยาลัยมีบริการให้คำปรึกษาและทำแบบประเมินเพื่อค้นหาจุดแข็งและความสนใจของนักศึกษา เพื่อจับคู่กับเส้นทางอาชีพและสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสมที่สุดตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ
  • หลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดงาน: คณะต่างๆ เช่น คณะบริหารธุรกิจ (Taylor’s Business School) มีการเชื่อมโยงเครือข่ายและดึงตัวศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จกลับมาช่วยพัฒนาทิศทางของหลักสูตร เพื่อให้มั่นใจว่าบัณฑิตที่จบออกไปจะมีทักษะตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจจริง
  • ศูนย์วิจัยอนาคตแห่งการทำงาน (Future of Work Research Centre): ทางมหาวิทยาลัยมีศูนย์วิจัยที่มุ่งเน้นการศึกษาเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น ความทันสมัยของเอเชีย ความยั่งยืน และอนาคตของการทำงาน ซึ่งช่วยให้นักศึกษามีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและปรับตัวเข้ากับยุคสมัยได้

ใบเบิกทางสู่องค์กรระดับสากล (Global Recognition)

การจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกลุ่ม Top 1% ของโลก (อันดับ 272 จาก QS World University Rankings 2027) เป็นเสมือนใบเบิกทางชั้นดีที่ทำให้เรซูเม่ของน้องๆ โดดเด่นกว่าใคร นอกจากนี้:

  • ประสบการณ์ทำงานที่สร้างผลกระทบได้จริง (Real-world Impact): ผ่านโครงการ Taylor’s Impact Labs ที่ให้นักศึกษาได้ทำโปรเจกต์แก้ปัญหาให้กับสังคม
  • สายงานเฉพาะทางที่มีความต้องการสูง: หลายหลักสูตรถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต เช่น สาขาการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ (Quantity Surveying) ที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในมาเลเซีย หรือหลักสูตรปริญญาโทด้านกฎหมายการแพทย์ที่รองรับความเปลี่ยนแปลงของวงการสาธารณสุข ไปจนถึงหลักสูตรปริญญาโทด้านการบริการที่มุ่งปั้นผู้บริหารระดับสูง

ข้อมูลที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ

  • Service Tax 6% — เริ่มเก็บตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 กับนักศึกษาต่างชาติทุกคน เป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ไม่ได้รวมอยู่ในตัวเลขค่าเรียนที่มหาวิทยาลัยประกาศไว้ ควรนำมาคำนวณในงบประมาณรวม
  • ทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาต่างชาติทั่วไปมีจำกัด — เนื่องจากทุนส่วนใหญ่เปิดให้นักศึกษามาเลเซียและนักเรียนในเครือ TEG International เป็นหลัก ผู้ที่ต้องการพึ่งพาทุนเป็นปัจจัยหลักในการลดค่าใช้จ่ายควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่รับสมัครก่อนยื่นใบสมัคร
  • ค่าเรียนปรับขึ้นทุกปี — ตามนโยบายของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติทั่วไปของมหาวิทยาลัยเอกชน ควรเผื่องบประมาณเพิ่มสำหรับปีการศึกษาถัดไปนอกเหนือจากค่าเรียนปีแรก
  • หลักสูตร MBBS ใช้งบประมาณสูง — รวมสูงถึงเกือบ 450,000 ริงกิตตลอดหลักสูตร ผู้ที่วางแผนศึกษาด้านการแพทย์ที่ Taylor’s University ควรวางแผนการเงินระยะยาวให้รอบคอบ

รอบรับสมัครและกำหนดการเปิดเรียน

Taylor’s University เปิดรับสมัครหลายรอบต่อปี ระดับปริญญาตรีส่วนใหญ่เปิด 3 รอบหลักคือเดือนกุมภาพันธ์ เมษายน และกันยายน ส่วนระดับ Foundation, Master’s และ PhD เปิดรับถี่กว่านั้น

ระดับการศึกษา
รอบเปิดเรียน (Intakes)
English Programmes
มกราคม, กุมภาพันธ์, เมษายน, พฤษภาคม, กันยายน (ขึ้นอยู่กับประเภทคอร์ส)
Foundation / Diploma
กุมภาพันธ์, เมษายน, สิงหาคม, กันยายน
Bachelor’s Degree
กุมภาพันธ์, เมษายน, กันยายน
Master’s / PhD
กุมภาพันธ์, เมษายน, มิถุนายน, กันยายน, ตุลาคม, พฤศจิกายน

ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2026 รอบ April 2026 ปิดรับสมัครแล้ว และอยู่ระหว่างเปิดรับ September 2026 Intake สำหรับปริญญาตรีส่วนใหญ่ ผู้ที่ไม่ทันรอบเมษายนสามารถสมัครรอบกันยายนได้ แนะนำให้ยื่นใบสมัครล่วงหน้าอย่างน้อย 2 เดือนเพื่อเผื่อเวลาสำหรับขั้นตอน Student Pass

* ข้อมูลอ้างอิงจาก Key Intakes — university.taylors.edu.my | วันที่และรอบรับที่แน่นอนแตกต่างกันในแต่ละหลักสูตร ควรตรวจสอบรอบที่ตรงกับสาขาที่สนใจอีกครั้งก่อนสมัคร

เอกสารที่ต้องใช้ในการสมัคร

Taylor’s University รับสมัครผ่านระบบออนไลน์ที่เรียกว่า TOPAS โดยแนะนำให้ยื่นใบสมัครล่วงหน้าอย่างน้อย 9 สัปดาห์ก่อนวันเริ่มเรียน เพื่อให้มีเวลาเพียงพอสำหรับการตรวจสอบเอกสาร การยื่นวีซ่า และการจัดหาที่พักก่อนเดินทาง เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับผู้สมัครระดับปริญญาตรีมีดังนี้

เอกสาร รายละเอียด
หนังสือเดินทาง ต้องมีอายุเหลือไม่น้อยกว่า 18 เดือนนับจากวันที่ยื่นสมัครหรือวันเข้าศึกษา ต้องแนบสำเนาทุกหน้ารวมทั้งปกหน้าและปกหลัง
Transcript ผลการเรียน สำเนาที่ได้รับการรับรอง (Certified Copy) ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปลายเป็นต้นไปจนถึงวุฒิสูงสุด หากเอกสารเป็นภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ต้องแนบคำแปลภาษาอังกฤษด้วย
ผลสอบภาษาอังกฤษ TOEFL, IELTS, MUET หรือ UEC ตามเกณฑ์ที่คณะกำหนด
รูปถ่าย รูปถ่ายขนาดติดบัตรตามที่ระบุในใบสมัคร

เมื่อยื่นใบสมัครครบถ้วนแล้ว ผู้สมัครจะได้รับอีเมลยืนยัน หากเอกสารผ่านเกณฑ์ครบถ้วน Taylor’s University จะออก Final Offer Letter ให้ แต่หากยังขาดเอกสารบางส่วนจะได้รับ Conditional Offer Letter ซึ่งต้องส่งเอกสารเพิ่มเติมให้ครบก่อนยืนยันสิทธิ์

ขั้นตอนการสมัครเรียนและการขอ Student Pass

หลังได้รับ Offer Letter และยืนยันสิทธิ์การเข้าศึกษาแล้ว ขั้นตอนการขอวีซ่านักเรียนจะดำเนินการผ่าน Education Malaysia Global Services (EMGS) โดยมีทีม International Student Services ของมหาวิทยาลัยช่วยดูแลตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การยื่นวีซ่า การตรวจสุขภาพ จนถึงการรับที่สนามบิน

ขั้น รายละเอียด
1 เลือกคณะและสาขา ตรวจสอบเกณฑ์รับสมัครและค่าเรียนกับทีม International Student Recruitment
2 ยื่นใบสมัครผ่านระบบ TOPAS พร้อมเอกสารครบถ้วนตามที่ระบุข้างต้น
3 รับ Conditional หรือ Final Offer Letter จากมหาวิทยาลัย
4 ตรวจสอบและสมัครทุนการศึกษา (ถ้ามีคุณสมบัติ) ก่อน Deadline ในปีแรก
5 ยืนยันสิทธิ์ ชำระค่าเรียนงวดแรกผ่านระบบ Flywire ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์การชำระเงินระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัย
6 มหาวิทยาลัยยื่นขอ Visa Approval Letter (eVAL) ผ่าน EMGS ใช้เวลาดำเนินการประมาณ 6-8 สัปดาห์
7 ดาวน์โหลด eVAL ผ่านแอป EMGS Mobile แล้วเดินทางเข้ามาเลเซีย พร้อมยื่น Malaysia Digital Arrival Card (MDAC) ล่วงหน้า 3 วันก่อนเดินทาง
8 ตรวจสุขภาพภายใน 7 วันหลังเดินทางถึงมาเลเซีย และรับ Student Pass พร้อม i-Kad

เปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยเอกชนอื่นในมาเลเซีย

มหาวิทยาลัย QS World 2027 จุดเด่น
Taylor’s University #272 Hospitality & Culinary อันดับ 1 อาเซียน อัตราการได้งาน 99% Dual Award กับ UWE Bristol และ QUT
UCSI University #269 อัตราการได้งาน 100% เด่นด้านดนตรี (Top 32 โลก) เภสัชศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สุขภาพ
Sunway University #354 Dual Award กับ Lancaster University (UK) อัตราการได้งาน 100% เด่นด้าน Hospitality & Leisure Management
INTI International University ไม่ติด Top 400 ค่าเรียนคุ้มค่า พาร์ทเนอร์มหาวิทยาลัยต่างประเทศหลายแห่ง

Taylor’s University เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับภูมิภาคในสาย Hospitality, Culinary หรือ Business เป็นพิเศษ และให้ความสำคัญกับสิ่งอำนวยความสะดวกในแคมปัสที่ครบครัน หากเน้นความโดดเด่นด้านดนตรีและวิทยาศาสตร์สุขภาพ UCSI University เป็นอีกตัวเลือกที่ควรพิจารณา หรือหากสนใจ Dual Award ด้านธุรกิจกับมหาวิทยาลัยอังกฤษ Sunway University ก็เป็นมหาวิทยาลัยที่ควรนำมาเปรียบเทียบประกอบการตัดสินใจ

คำถามที่พบบ่อย

เรียนปริญญาตรีที่ Taylor’s University ใช้เวลากี่ปี
ส่วนใหญ่ใช้เวลา 3-4 ปี ขึ้นอยู่กับสาขา หลักสูตร Business และ Computer Science ใช้เวลา 3 ปี สาย Engineering บางสาขาใช้เวลา 4 ปี ส่วน MBBS ใช้เวลานานที่สุดตามมาตรฐานหลักสูตรแพทยศาสตร์
ไม่มีผลคะแนน IELTS สามารถสมัครได้หรือไม่
สามารถสมัครได้ Taylor’s University มีหลักสูตร IEN (Intensive English) Preparatory Course สำหรับผู้ที่ยังไม่มีผลคะแนนภาษาอังกฤษตามเกณฑ์ หลังจบหลักสูตรนี้สามารถเข้าสู่หลักสูตรปริญญาได้
ผู้ปกครองสามารถเดินทางไปเยี่ยมได้สะดวกหรือไม่
เดินทางได้สะดวก การเดินทางจากประเทศไทยไปกัวลาลัมเปอร์ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และผู้ถือสัญชาติไทยสามารถเดินทางเข้ามาเลเซียได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าสำหรับการพำนักไม่เกิน 30 วัน
สามารถย้ายไปศึกษาต่อในต่างประเทศได้หรือไม่
บางหลักสูตรมี Overseas Transfer Options ไปยังมหาวิทยาลัยพาร์ทเนอร์ในสหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย เช่น หลักสูตรสาย Hospitality สามารถย้ายไปศึกษาต่อปีสุดท้ายที่ Manchester Metropolitan University ได้
นักศึกษาต่างชาติสามารถทำงาน Part-time ระหว่างเรียนได้หรือไม่
ตามกฎระเบียบของมาเลเซีย นักศึกษาต่างชาติสามารถทำงาน Part-time ได้เฉพาะช่วงปิดเทอม สูงสุด 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ไม่อนุญาตให้ทำงานระหว่างภาคการศึกษา

 


ติดต่อเดอะเบสท์เพื่อสอบถามข้อมูลการเรียนต่อต่างประเทศเพิ่มเติม

เดอะเบสท์ เป็นศูนย์บริการให้คำปรึกษาเรียนต่อต่างประเทศครบวงจร เราเป็นตัวแทนที่ให้บริการแนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และ ประเทศอื่นๆ อีก 25 ประเทศทั่วโลก เรายินดีให้ความช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มสมัครเรียน จนสำเร็จการศึกษา รวมถึงดูแลนักเรียนระหว่างเรียนจนนักเรียนเรียนจบด้วยทีมผู้เชียวชาญในด้านการเรียนต่อต่างประเทศ ที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ขั้นตอนเหล่านี้เราดำเนินการให้ฟรี และเราพร้อมที่จะทำตามคุณภาพ และมาตรฐานดังสโลแกนที่ว่า “We are Quality”

บริการของเรามีอะไรบ้าง ?

  • ฟรี!! บริการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเรียนต่อต่างประเทศทุกระดับชั้นทั่วโลก ตั้งแต่ โรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม สถาบันวิชาชีพ และสถาบันในระดับอุดมศึกษา รวมถึงหลักสูตรภาษาต่างประเทศ และเลือกสถาบันที่ดีที่สุดให้กับผู้เรียน
  • เราให้ความช่วยเหลือตั้งแต่การประสานงานโรงเรียน เลือกโรงเรียนให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้เรียน เตรียมเอกสารสมัครเรียน และดำเนินเรื่องสมัครเรียนให้ฟรี
  • บริการเตรียมเอกสารยื่นวีซ่าครบวงจร และบริการยื่นวีซ่ากว่า 25 ประเทศทั่วโลก พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าอย่างตรงจุด และแนะนำวิธีการเตรียมตัวในการสัมภาษณ์วีซ่า 
  • บริการแปลเอกสาร ภาษาไทย – ภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาอังกฤษ – ภาษาไทย รวมถึงภาษาที่ 3 เริ่มต้นเพียงแผ่นละ 200 บาท
  • เดอะเบสท์ เป็นตัวแทนรับสมัครสอบ IELTS IDP อย่างเป็นทางการ พร้อมให้คำแนะนำ และนัดวันสอบให้โดยน้องๆ ไม่ต้องเสียเวลาสมัครเอง สมัครสอบได้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ 
    [คลิกเพื่อสมัครสอบ IELTS]
  • บริการซื้อประกันภัยการเดินทางและประกันสุขภาพนักเรียนต่างชาติ จากบริษัทประกันชั้นนำ MSIG, Allianz, Bupa, NIB, Orbit และอื่นๆ  [คลิกเพื่อซื้อประกัน]
  • บริการจองตั๋วเครื่องบิน ทุกสายการบิน และประสานงานกับสถาบันเกี่ยวกับรถรับ – ส่ง สนามบิน
  • บริการจัดหาที่พักทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นโฮมสเตย์ อพาร์ทเม้น หรือหอพักนักศึกษา จัดหาให้ตามความต้องการส่วนบุคคล

“เรายินดีที่จะดูแลนักเรียนทุกคน ตั้งแต่เริ่มต้นจนนักเรียนสำเร็จการศึกษา และทำให้การเรียนต่อของคุณเป็นเรื่องง่าย ” สอบถามข้อมูลการบริการเพิ่มเติมติดต่อ
โทร : 090-327 3558088-269 5099
Email :contact@thebest-edu.com
Line : @thebestedu หรือคลิกเพิ่มเพื่อนด้านล่างได้เลยค่ะ


เพิ่มเพื่อน

 

Scroll to Top

Discover more from เดอะเบสท์ แนะแนวเรียนต่อต่างประเทศครบวงจร

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading