Last updated กรกฎาคม 23, 2026 ago by Thebestedu
สิทธิ์ทำงานนักเรียนต่างชาติ 11 ประเทศ ที่ไหนง่าย ที่ไหนยาก (อัปเดต 2026)
การไปเรียนต่างประเทศไม่ได้มีแค่เรื่องเลือกโรงเรียนหรือเลือกเมือง สำหรับผู้ปกครองและนักเรียนจำนวนไม่น้อย คำถามที่ตามมาติดๆ คือ “แล้วลูกจะทำงานพาร์ทไทม์ได้ไหม” เพราะรายได้เสริมช่วงเรียนไม่ได้มีความหมายแค่เรื่องเงิน แต่ยังเป็นโอกาสฝึกภาษา ฝึกใช้ชีวิตจริงในต่างแดน และเก็บประสบการณ์การทำงานข้ามวัฒนธรรมที่หาไม่ได้จากในห้องเรียน
ปัญหาคือ คำตอบของคำถามนี้ไม่ได้ตรงไปตรงมาเหมือนที่หลายคนคิด อินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วยข้อมูลกว้างๆ แบบ “ประเทศ A ทำงานได้ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์” ซึ่งฟังดูชัดเจนดี แต่พอขุดลึกลงไปในกฎหมายจริงของแต่ละประเทศ จะพบว่าตัวเลขเหล่านั้นมักผูกอยู่กับ “ประเภทของนักเรียน” และ “ประเภทของคอร์สเรียน” อย่างเฉพาะเจาะจงมาก ตัวเลข 20 ชั่วโมงที่ว่าอาจใช้ได้กับนักเรียนปริญญาเท่านั้น ในขณะที่นักเรียนคอร์สภาษาอังกฤษระยะสั้นในประเทศเดียวกันอาจไม่มีสิทธิ์ทำงานเลยแม้แต่ชั่วโมงเดียว
บทความนี้เดอะเบสท์รวบรวมข้อมูลสิทธิ์การทำงานของนักเรียนต่างชาติจาก 11 ประเทศยอดนิยม โดยอ้างอิงจากเว็บไซต์ราชการและหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของแต่ละประเทศโดยตรงเป็นหลัก ตรวจสอบข้ามกับเว็บไซต์ราชการและหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองมากกว่า 20 แหล่งจาก 11 ประเทศ เพื่อให้ผู้ปกครองและนักเรียนได้ข้อมูลที่แม่นยำที่สุดสำหรับการวางแผน ไม่ใช่แค่ตัวเลขลอยๆ ที่หยิบมาจากที่ไหนก็ไม่รู้
เนื่องจากเนื้อหาในบทความนี้ค่อนข้างยาวและลงรายละเอียดลึกในแต่ละประเทศ ก่อนเริ่มอ่าน ขอสรุปสิ่งที่จะได้จากบทความนี้ให้เห็นภาพก่อน: จะได้เห็นการแบ่งประเทศออกเป็น 3 กลุ่มตามลักษณะสิทธิ์ทำงาน ได้แก่ กลุ่มที่มีสิทธิ์ทำงานอยู่ในเงื่อนไขวีซ่าเมื่อเข้าเกณฑ์ กลุ่มที่ต้องขออนุมัติเพิ่มเติมก่อนทำงาน และกลุ่มที่นักเรียนคอร์สภาษาหรือคอร์สระยะสั้นมักไม่มีสิทธิ์ทำงาน จะรู้ว่าประเทศไหนที่ “ดูเผินๆ เหมือนง่าย แต่จริงๆ แล้วมีกับดักซ่อนอยู่” และมีตารางเปรียบเทียบให้กวาดตาดูภาพรวมได้เร็วๆ ก่อนลงรายละเอียดเต็ม สำหรับใครที่ยังไม่มีเวลาอ่านทั้งหมดตอนนี้
ก่อนไปดูรายประเทศ มีข้อสังเกตหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อน เพราะจะเปลี่ยนมุมมองการอ่านบทความนี้ทั้งหมด
ทำไมคำตอบไม่ใช่แค่ “ประเทศนี้ง่าย ประเทศนั้นยาก”
ก่อนจะพาไปดูรายละเอียดทีละประเทศ มีข้อสังเกตสำคัญข้อหนึ่งที่อยากให้ทำความเข้าใจก่อน เพราะจะช่วยให้อ่านเนื้อหาข้างล่างได้ตรงจุดมากขึ้น
จากการตรวจสอบกฎหมายและระเบียบตรวจคนเข้าเมืองของทั้ง 11 ประเทศอย่างละเอียด สิ่งที่พบซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ ประเทศที่มีชื่อเสียงว่า “สิทธิ์ทำงานง่าย” หรือ “นักเรียนต่างชาติทำงานได้เยอะ” ส่วนใหญ่แล้วหมายถึงนักเรียนระดับปริญญา (Bachelor’s, Master’s, PhD) เท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงนักเรียนคอร์สภาษาอังกฤษระยะสั้น (English language course) ซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียนที่พบมากที่สุดในกลุ่มผู้ปกครองที่กำลังวางแผนส่งลูกไปเรียนภาษาก่อนตัดสินใจเรื่องการศึกษาต่อระยะยาว
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ แคนาดา ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเป็นมิตรกับนักเรียนต่างชาติ นักเรียนปริญญาที่ Designated Learning Institution ได้สิทธิ์ทำงานนอกแคมปัส 24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตแยก แต่กฎหมายของ Immigration, Refugees and Citizenship Canada (IRCC) ระบุไว้ชัดเจนว่า นักเรียนที่ “only enrolled in an English or French as a second language (ESL/FSL) program” ไม่มีสิทธิ์ทำงานนอกแคมปัสเลย แม้จะถือ study permit ถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม
อีกตัวอย่างคือ สหราชอาณาจักร ซึ่งกฎหมาย Immigration Rules Appendix Student ระบุตรงไปตรงมาว่า Short-term Study Visa สำหรับคอร์สภาษาอังกฤษ 6-11 เดือน “ห้ามทำงาน แม้เป็นงานที่ไม่มีค่าจ้างก็ตาม รวมถึงประสบการณ์ทำงานหรือการฝึกงานทุกรูปแบบ” สิทธิ์ทำงาน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่คนพูดถึงกันบ่อยนั้น ใช้ได้เฉพาะนักเรียนที่ถือ Student Route (visa เต็มรูปแบบ) และเรียนคอร์สระดับปริญญาตรีขึ้นไปที่มีสถาบันสปอนเซอร์เท่านั้น
หรือแม้แต่ มาเลเซีย ที่กรมตรวจคนเข้าเมืองระบุไว้ในเอกสารทางการชัดเจนว่า สิทธิ์ทำงานพาร์ทไทม์ “is granted only to Student Pass holders from Public Universities (UA) or Private Higher Education Institutions (IPTS). Language Centres, Training/Skills Centre, and Accredited Centres ARE NOT PERMITTED” — นักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษที่ Language Centre จึงไม่มีสิทธิ์ทำงานเลย แม้แต่ในช่วงปิดเทอมซึ่งเป็นช่วงเดียวที่นักเรียนกลุ่มมหาวิทยาลัยทำงานได้
ด้วยเหตุนี้ ตลอดทั้งบทความนี้ เดอะเบสท์จะระบุให้ชัดเจนเสมอว่าสิทธิ์การทำงานที่กล่าวถึงนั้น ใช้ได้กับนักเรียนประเภทไหน ไม่สรุปแบบเหมารวมทั้งประเทศ เพื่อให้ผู้ปกครองนำไปวางแผนได้อย่างถูกต้องและไม่ผิดหวังทีหลัง
เปรียบเทียบเร็ว 11 ประเทศในตารางเดียว
ตารางด้านล่างสรุปภาพรวมคร่าวๆ ก่อนลงรายละเอียด สังเกตว่าเดอะเบสท์แยกคอลัมน์ “ใช้ได้กับคอร์สภาษาระยะสั้นไหม” ออกจากคอลัมน์ “ชั่วโมงทำงานสูงสุด” อย่างชัดเจน เพราะเป็นคำถามคนละเรื่องกันตามที่อธิบายไปข้างต้น
| ประเทศ | ชั่วโมงทำงานสูงสุด | ต้องขอใบอนุญาตแยกไหม | ใช้ได้กับคอร์สภาษาระยะสั้นไหม |
|---|---|---|---|
| ออสเตรเลีย | 48 ชม./2 สัปดาห์ | ไม่ต้อง | ✅ ได้ |
| นิวซีแลนด์ | 25 ชม./สัปดาห์ | ไม่ต้อง (แต่ต้องเช็คเงื่อนไขคอร์ส) | ⚠️ ได้ หากเรียนอย่างน้อย 14 สัปดาห์กับมหาวิทยาลัยหรือ Category 1 Provider หรือเรียนอย่างน้อย 24 สัปดาห์และมีผลภาษาอังกฤษตามเกณฑ์ของ INZ |
| ไอร์แลนด์ | 20 ชม./สัปดาห์ (40 ช่วงซัมเมอร์) | ไม่ต้อง | ⚠️ ได้ แต่จำกัดสูงสุด 3 คอร์ส (24 เดือน) |
| แคนาดา | 24 ชม./สัปดาห์ | ไม่ต้อง (หากเข้าเงื่อนไข) | ❌ ผู้เรียนเฉพาะ ESL/FSL ไม่มีสิทธิ์ทำงานนอกแคมปัส |
| สหราชอาณาจักร | 20 ชม. (เฉพาะระดับปริญญา) | ไม่ต้อง (แต่ต้องมีสปอนเซอร์) | ❌ Short-term Study Visa ห้ามทำงานเด็ดขาด |
| เยอรมนี | 20 ชม./สัปดาห์ (คอร์สภาษา) | ไม่ต้อง | ✅ ได้ (มาตรา 16f) |
| ญี่ปุ่น | 28 ชม./สัปดาห์ | ต้องขอแยก | ⚠️ ได้ แต่ต้องขอใบอนุญาตก่อนเสมอ |
| สิงคโปร์ | 16 ชม./สัปดาห์ | ไม่ต้อง (เฉพาะสถาบันในลิสต์) | ❌ โรงเรียนสอนภาษาไม่อยู่ในลิสต์ |
| มาเลเซีย | 20 ชม./สัปดาห์ (เฉพาะปิดเทอม) | ต้องขอแยก | ❌ Language Centre ห้ามทำงานเลย |
| ฟิลิปปินส์ | ไม่มีสิทธิ์อัตโนมัติ | ต้องขอแยก (ยากมาก) | ❌ ทั้ง SSP และวีซ่า 9F ห้ามทำงานเป็นค่าเริ่มต้น |
| จีน | 8 ชม./สัปดาห์ + 40 ชม./เดือน (สำหรับผู้ถือ Study Residence Permit ที่ได้รับอนุมัติจากสถาบันและมี work-study endorsement) | ต้องขอแยก | ❌ วีซ่า X2 (คอร์สสั้น) ห้ามทำงานเลย |
ตารางนี้เป็นภาพรวมเบื้องต้นเท่านั้น รายละเอียดเงื่อนไขเต็มดูได้ในเนื้อหาแต่ละประเทศด้านล่าง
กลุ่มที่ 1 — สิทธิ์ทำงานอยู่ในเงื่อนไขวีซ่า เมื่อผู้เรียนและหลักสูตรเข้าเกณฑ์
ประเทศในกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตทำงานแยกในกรณีทั่วไป แต่ผู้เรียนยังต้องตรวจสอบประเภทวีซ่า ระดับหลักสูตร ระยะเวลาเรียน และสถานะของสถาบันก่อนเริ่มทำงาน จุดสำคัญของกลุ่มนี้คือ การถือวีซ่านักเรียนเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะทำงานได้ทุกคน ผู้เรียนต้องตรวจสอบเงื่อนไขบนวีซ่าและคุณสมบัติของหลักสูตรก่อนเริ่มงานเสมอ
1.ประเทศออสเตรเลีย
ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบสิทธิ์ทำงานนักเรียนที่ชัดเจนและครอบคลุมที่สุดในบรรดา 11 ประเทศที่สำรวจ ผู้สมัครหลักที่ถือ Student Visa (Subclass 500) และมี Condition 8105 สามารถทำงานได้ตามเงื่อนไขที่ระบุบนวีซ่า โดยทั่วไปครอบคลุมผู้เรียนระดับปริญญา หลักสูตรอาชีวศึกษา และ ELICOS อย่างไรก็ตาม ผู้ถือวีซ่าควรตรวจสอบเงื่อนไขจริงใน VEVO หรือ Visa Grant Letter ก่อนเริ่มงานทุกครั้ง
⏰ ชั่วโมงทำงานและวิธีนับ Fortnight
ชั่วโมงทำงาน: กฎหมายกำหนดเพดานไว้ที่ 48 ชั่วโมงต่อทุกช่วง 14 วัน (fortnight) ในระหว่างที่คอร์สเรียนยังเปิดภาคเรียนอยู่ จุดที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องคือคำว่า fortnight ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสัปดาห์ปฏิทินคงที่ แต่หมายถึงช่วงเวลา 14 วันติดต่อกันใดๆ ก็ได้ที่เริ่มนับจากวันจันทร์ แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่อธิบายว่านี่คือการนับแบบต่อเนื่อง (มักเรียกว่า rolling fortnight) ซึ่งหมายความว่านักเรียนสามารถกระจายชั่วโมงทำงานไม่เท่ากันในแต่ละสัปดาห์ได้ เช่น ทำงาน 30 ชั่วโมงในสัปดาห์แรก และ 18 ชั่วโมงในสัปดาห์ที่สอง รวมเป็น 48 ชั่วโมงพอดี แต่จะทำงาน 25 ชั่วโมงทุกสัปดาห์ไม่ได้ เพราะเมื่อรวมกัน 2 สัปดาห์แล้วจะกลายเป็น 50 ชั่วโมง เกินเพดานที่กำหนด นักเรียนควรตรวจสอบวิธีนับที่แน่นอนกับสถาบันหรือ Home Affairs โดยตรงหากไม่แน่ใจ
สิ่งที่ทำให้หลายคนพลาดโดยไม่รู้ตัวคือ กฎ 48 ชั่วโมงนี้นับรวมทุกงานที่ทำ ไม่ใช่แยกนับตามนายจ้างแต่ละราย หากนักเรียนทำงาน 2 ที่พร้อมกัน ต้องนำชั่วโมงจากทั้งสองงานมารวมกันแล้วต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อ 14 วัน นักเรียนมีหน้าที่เก็บบันทึกชั่วโมงจากงานทุกแห่งและตรวจสอบไม่ให้ยอดรวมเกินเงื่อนไขวีซ่า หากทำงานเกินจำนวนชั่วโมงที่ได้รับอนุญาต อาจถือเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขวีซ่าและส่งผลต่อสถานะการพำนักได้
📖 ข้อยกเว้นพิเศษและช่วงปิดเทอม
ในช่วงที่คอร์สเรียนปิดภาคเรียนอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นปิดเทอมกลางปีหรือช่วงพักร้อนฤดูร้อน นักเรียนสามารถทำงานได้ไม่จำกัดชั่วโมงเลย นอกจากนี้ยังมีข้อยกเว้นสำคัญสำหรับนักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาเอก (PhD) หรือปริญญาโทแบบวิจัย (Master’s by Research) ซึ่งเมื่อเริ่มเรียนไปแล้วจะไม่มีการจำกัดชั่วโมงทำงานเลยตลอดการศึกษา สะท้อนแนวคิดที่ว่างานวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของบทบาททางวิชาการอยู่แล้ว
⚠️ กฎเหล็กและข้อควรระวัง
ข้อควรระวังอีกจุดคือ นักเรียนจะเริ่มทำงานไม่ได้จนกว่าคอร์สเรียนจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ แม้ว่าจะเดินทางถึงออสเตรเลียแล้วและถือวีซ่าถูกต้องก็ตาม และงานฝึกงานหรือ placement ที่เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรและได้รับการขึ้นทะเบียนตาม CRICOS จะไม่ถูกนับรวมในโควตา 48 ชั่วโมง เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ไม่ใช่การทำงานทั่วไป
💰 ค่าธรรมเนียมวีซ่า และส่วนลดสำหรับอาเซียน/ELICOS
เรื่องค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ค่าธรรมเนียมยื่นวีซ่านักเรียนออสเตรเลียปรับขึ้นเป็น AUD 2,500 ต่อการยื่นหนึ่งครั้ง มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 แต่มีข่าวดีสำหรับนักเรียนไทยโดยเฉพาะ เพราะออสเตรเลียกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมพิเศษที่ถูกกว่าสำหรับผู้ถือพาสปอร์ตประเทศสมาชิกอาเซียน (ซึ่งรวมถึงไทย) รวมถึงประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกและติมอร์-เลสเต ให้จ่ายเพียง AUD 2,050 แทนอัตรามาตรฐาน AUD 2,500 และที่สำคัญคือ นักเรียนที่สมัครเรียนหลักสูตร ELICOS (English Language Intensive Courses for Overseas Students) หรือคอร์สภาษาอังกฤษล้วนๆ แบบไม่ผูกกับหลักสูตรอื่น ก็ได้รับอัตราลดพิเศษ AUD 2,050 นี้เช่นกัน ไม่ว่าจะถือสัญชาติใดก็ตาม ผู้สมัครควรตรวจสอบประเภทหลักสูตร สัญชาติ และยอดค่าธรรมเนียมที่ระบบ Visa Pricing Estimator หรือ ImmiAccount แสดงก่อนชำระเงิน เนื่องจากอัตราส่วนลดจะใช้เฉพาะผู้สมัครที่เข้าเงื่อนไขเท่านั้น ส่วนหลักฐานทางการเงินที่ต้องแสดงเพื่อพิสูจน์ความสามารถครอบคลุมค่าครองชีพอยู่ที่ประมาณ AUD 29,710 ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่แยกต่างหากจากค่าเล่าเรียนและค่าเดินทาง
โดยสรุป ออสเตรเลียให้สิทธิ์ทำงานแก่ผู้ถือ Student Visa Subclass 500 หลายประเภท เมื่อมีเงื่อนไขอนุญาตให้ทำงานบนวีซ่าที่ต้องการทำงานพาร์ทไทม์ควบคู่ไปกับการเรียน เพราะระบบเปิดกว้างครอบคลุมทั้งคอร์สภาษาและคอร์สปริญญา ไม่มีความซับซ้อนเรื่องการขอใบอนุญาตเพิ่มเติม เป็นหนึ่งในจุดแข็งที่ทำให้ออสเตรเลียยังคงเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักเรียนไทย
2.ประเทศนิวซีแลนด์
นิวซีแลนด์มีระบบสิทธิ์ทำงานที่ดูเผินๆ คล้ายออสเตรเลีย คือติดมากับวีซ่านักเรียนโดยไม่ต้องขอใบอนุญาตแยก แต่มีจุดที่ต้องระวังมากกว่า เพราะสิทธิ์ทำงานไม่ได้ให้มาโดยอัตโนมัติกับนักเรียนทุกคน ขึ้นอยู่กับประเภทและความยาวของคอร์สที่เรียนอย่างมีนัยสำคัญ
⏰ ชั่วโมงทำงานและอัปเดตกฎ 3 พ.ย. 2025
ชั่วโมงทำงาน: สำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิ์ ตัวเลขมาตรฐานคือ 25 ชั่วโมงต่อสัปดาห์สำหรับการทำงานพาร์ทไทม์ในช่วงเปิดเทอม และสามารถทำงานเต็มเวลาได้ในช่วงปิดเทอมกลางปีและช่วงคริสต์มาส-ปีใหม่ หากเข้าเงื่อนไขที่กำหนดเพิ่มเติม ตัวเลข 25 ชั่วโมงนี้เป็นเกณฑ์ที่ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม 20 ชั่วโมง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2025 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผน International Education Going for Growth ที่รัฐบาลนิวซีแลนด์ประกาศไว้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 นักเรียนที่ถือวีซ่าเดิมซึ่งยังระบุเงื่อนไข 20 ชั่วโมงอยู่ สามารถยื่นขอ Variation of Conditions (VoC) ทางออนไลน์เพื่อปรับเป็น 25 ชั่วโมงได้ โดยมีค่าธรรมเนียม NZD $325 ต่อการยื่นหนึ่งครั้ง ส่วนวีซ่าที่ได้รับอนุมัติหรือออกตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2025ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2025 เป็นต้นไป จะได้เงื่อนไข 25 ชั่วโมงมาให้ทันทีโดยไม่ต้องยื่นขอเพิ่มเติม
📖 เงื่อนไขสำหรับนักเรียนคอร์สภาษา
จุดที่สำคัญที่สุดที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือเรื่อง ใครบ้างที่ได้สิทธิ์ทำงานนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนิวซีแลนด์ (Immigration New Zealand) ระบุเงื่อนไขแยกตามกลุ่มนักเรียนไว้อย่างละเอียด:
สำหรับนักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ มีสองเส้นทางที่จะได้สิทธิ์ทำงาน เส้นทางแรกคือเรียนคอร์สเต็มเวลาที่มีความยาวอย่างน้อย 24 สัปดาห์ติดต่อกัน โดยสถาบันประเมินว่าวัตถุประสงค์หลักของการเรียนคือการพัฒนาภาษาอังกฤษ และต้องมีผลสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ เช่น IELTS คะแนนรวมอย่างน้อย 5.0 ที่มีอายุไม่เกิน 2 ปี แนบมาพร้อมใบสมัครวีซ่าด้วย เส้นทางที่สองที่เข้าถึงง่ายกว่าคือเรียนคอร์สเต็มเวลาอย่างน้อย 14 สัปดาห์ติดต่อกัน โดยต้องเป็นการเรียนกับมหาวิทยาลัย หรือสถาบันที่ได้รับการประเมินจาก New Zealand Qualifications Authority (NZQA) ว่าเป็นสถาบัน Category 1 ซึ่งเป็นระดับคุณภาพสูงสุด ที่น่าสนใจคือ นิวซีแลนด์อนุญาตให้นับรวมระยะเวลาเรียนภาษาอังกฤษจากวีซ่านักเรียนครั้งก่อนหน้าเข้ากับคอร์สปัจจุบันได้ หากเป็นการเรียนต่อเนื่องกับสถาบันเดียวกัน ซึ่งช่วยให้นักเรียนที่เริ่มเรียนคอร์สสั้นแล้วต่อคอร์สเพิ่มไม่เสียสิทธิ์
🎓 เงื่อนไขสำหรับนักเรียนมัธยม Year 12-13
สำหรับนักเรียนมัธยมปลาย เฉพาะผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับ Year 12 หรือ Year 13 ซึ่งเป็น 2 ปีสุดท้ายของมัธยมปลายเท่านั้นที่มีสิทธิ์ทำงานได้ โดยต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไป และต้องมีหนังสือยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งโรงเรียนและผู้ปกครองหรือผู้ดูแลตามกฎหมาย ระบุชัดเจนว่าอนุญาตให้ทำงานได้สูงสุด 25 ชั่วโมง จุดที่น่าสนใจคือกฎหมายระบุห้ามผู้ปกครองหรือโรงเรียนกำหนดเพดานที่ต่ำกว่า 25 ชั่วโมง เช่น จะให้อนุญาตแค่ 15 ชั่วโมงไม่ได้ หนังสือยินยอมต้องอนุญาตให้ทำงานได้สูงสุด 25 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และไม่สามารถกำหนดเพดานต่ำกว่า 25 ชั่วโมงในหนังสือยินยอมได้ ทั้งนี้นักเรียนไม่จำเป็นต้องทำงานครบ 25 ชั่วโมง
🏫 เงื่อนไขสำหรับนักเรียนอุดมศึกษาและการทำงานเต็มเวลาช่วงปิดเทอม
สำหรับนักเรียนระดับอุดมศึกษาทั่วไป จะได้สิทธิ์ทำงานหากเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ คือเรียนเต็มเวลาอย่างน้อย 2 ปีการศึกษา หรือเรียนหลักสูตรที่มีระดับคุณวุฒิตั้งแต่ NZQCF Level 4 ขึ้นไปตามกรอบคุณวุฒินิวซีแลนด์ หรือเรียนเป็นส่วนหนึ่งของโครงการแลกเปลี่ยนที่ได้รับอนุมัติอย่างน้อย 1 ภาคการศึกษา ข้อควรรู้คือ นักเรียนที่กำลังเรียนหลักสูตรฝึกอบรมทั่วไป (training scheme) หรือหลักสูตรระดับ micro-credential จะไม่ได้สิทธิ์ทำงานเลย เพราะไม่นับเป็นคุณวุฒิตามกฎหมาย
ในส่วนของการทำงานเต็มเวลาช่วงปิดเทอม นักเรียนระดับอุดมศึกษาจะได้สิทธิ์นี้ก็ต่อเมื่อกำลังเรียนหลักสูตรที่มีความยาวอย่างน้อย 1 ปีการศึกษาเต็ม คอร์สมีมูลค่าอย่างน้อย 120 เครดิตตามระบบคุณวุฒินิวซีแลนด์ และหลักสูตรมีอย่างน้อย 2 ภาคการศึกษากระจายอยู่ในช่วงอย่างน้อย 8 เดือน ส่วนช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ นักเรียนเต็มเวลาที่หลักสูตรมี 2 ภาคการศึกษาขึ้นไปในช่วง 8 เดือน จะทำงานเต็มเวลาได้โดยไม่ต้องเข้าเงื่อนไข 120 เครดิต
สำหรับนักเรียนปริญญาเอกหรือปริญญาโทแบบวิจัย เมื่อเริ่มโครงการแล้วจะไม่มีข้อจำกัดชั่วโมงทำงานเลย แต่มีเงื่อนไขว่าหากทำงานเต็มเวลา จะต้องเรียนเต็มเวลาควบคู่ไปด้วยเสมอ และหากต้องการหยุดพักการเรียนเพื่อทำงานเต็มเวลาชั่วคราว สถาบันการศึกษาต้องเป็นผู้อนุมัติการพักการเรียนและแจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอย่างเป็นทางการก่อน
⚠️ กฎเหล็กและข้อควรระวัง
ข้อห้ามที่สำคัญสำหรับนักเรียนทุกกลุ่มในนิวซีแลนด์คือ ห้ามประกอบอาชีพอิสระหรือเป็น self-employed โดยเด็ดขาด นักเรียนต้องมีนายจ้างและสัญญาจ้างงานที่ชัดเจนเท่านั้น และห้ามให้บริการทางเพศเชิงพาณิชย์ทุกรูปแบบตามกฎหมาย
โดยสรุป นิวซีแลนด์เหมาะกับนักเรียนที่วางแผนเรียนคอร์สความยาวพอสมควร (อย่างน้อย 14 สัปดาห์สำหรับคอร์สภาษา) มากกว่านักเรียนที่ต้องการเรียนคอร์สสั้นมากๆ เพียง 2-4 สัปดาห์ ซึ่งจะไม่ได้สิทธิ์ทำงานเลยตามเงื่อนไขข้างต้น ผู้ปกครองที่วางแผนพาลูกไปเรียนภาษาระยะสั้นเพื่อทดลองก่อน จึงควรตรวจสอบความยาวคอร์สให้ตรงกับเงื่อนไขก่อนตัดสินใจ
3.ประเทศไอร์แลนด์
ไอร์แลนด์เป็นอีกหนึ่งประเทศยุโรปที่เปิดกว้างให้นักเรียนต่างชาติทำงานได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตแยก ผ่านระบบที่เรียกว่า Stamp 2 ซึ่งเป็นตราประทับบนใบอนุญาตพำนักที่ระบุสิทธิ์ทำงานของนักเรียนไว้ชัดเจน
⏰ ชั่วโมงทำงานปกติ vs ช่วงวันหยุดยาว
ชั่วโมงทำงาน: ผู้ถือ Stamp 2 ที่ถูกต้องสามารถทำงานได้สูงสุด 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในช่วงที่กำลังศึกษาตามปกติ และในช่วงเดือนมิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน ซึ่งเป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อน รวมถึงช่วงวันที่ 15 ธันวาคมถึง 15 มกราคม ซึ่งเป็นช่วงหยุดเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ นักเรียนจะได้รับสิทธิ์ทำงานเพิ่มขึ้นเป็นสูงสุด 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
📖 ข้อจำกัดคอร์สภาษาและบัญชี ILEP
จุดที่ผู้ปกครองควรทราบเป็นพิเศษคือ ไอร์แลนด์มีการกำหนดเพดานจำนวนคอร์สภาษาอังกฤษที่นักเรียนสามารถเรียนได้ก่อนต้องขยับไปเรียนระดับอุดมศึกษา (third level) กฎเดิมที่เคยประกาศไว้ระบุว่านักเรียนภาษาอังกฤษสามารถเรียนได้สูงสุด 3 คอร์สติดต่อกัน คอร์สละไม่เกิน 8 เดือน รวมระยะเวลาสูงสุด 24 เดือน โดยหลักสูตรภาษาอังกฤษต้องมีการเรียนเต็มเวลาอย่างน้อย 25 สัปดาห์จึงจะเข้าเงื่อนไขลงทะเบียน Stamp 2 ได้ หลังจากครบโควตาแล้วหากต้องการอยู่ต่อ จะต้องสมัครเข้าเรียนหลักสูตรระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโทที่อยู่ใน Interim List of Eligible Programmes (ILEP) หรือเป็นหลักสูตรที่เข้าเกณฑ์ของผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตภายใต้ TrustEd Ireland ตามระบบที่ใช้ในขณะสมัคร (ทั้งนี้ ปัจจุบันไอร์แลนด์อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก ILEP ไปสู่ TrustEd Ireland ผู้สมัครจึงควรตรวจสอบว่าหลักสูตรและผู้ให้บริการเข้าเกณฑ์ภายใต้ระบบใดในวันที่สมัคร ผู้ปกครองควรตรวจสอบว่าใช้ระบบใดอยู่ในขณะยื่นสมัคร)
🔄 ช่วงเปลี่ยนผ่านจากภาษาสู่ปริญญา (Bridging Permission)
ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากคอร์สภาษาไปสู่การเรียนระดับอุดมศึกษา รัฐบาลไอร์แลนด์มีมาตรการช่วยเหลือพิเศษที่เรียกว่า Stamp 2 Bridging Permission สำหรับนักเรียนที่เรียนจบคอร์สภาษาอังกฤษคอร์สที่ 2 หรือ 3 (ตามโควตาสูงสุด) และได้รับตอบรับพร้อมชำระค่าเรียนครบแล้วสำหรับหลักสูตรอุดมศึกษาในบัญชี ILEP ที่จะเริ่มเรียนภายในสิ้นเดือนตุลาคม สำหรับปี 2026 ประกาศฉบับล่าสุดจาก Immigration Service Delivery (ISD) ระบุว่าเปิดให้ยื่นคำร้องได้ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 สิงหาคม 2026 เท่านั้น โดยใบอนุญาตชั่วคราวนี้จะมีอายุถึงวันที่ 30 กันยายน 2026 สำหรับผู้ที่เพิ่งจบคอร์สภาษาอังกฤษคอร์สที่ 2 จะต้องจบหลักสูตรในวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 หรือหลังจากนั้นจึงจะเข้าเงื่อนไข Bridging Permission รอบปี 2026 นี้ (ผู้ที่จบคอร์สที่ 2 ก่อนวันดังกล่าวจะไม่เข้าเงื่อนไข แต่มีสิทธิ์เรียนคอร์สที่ 3 แทนได้) ก่อนที่นักเรียนจะต้องต่ออายุเป็น Stamp 2 หรือ Stamp 2A ตามหลักสูตรใหม่ที่เริ่มเรียน ทั้งนี้ผู้ปกครองควรตรวจสอบประกาศล่าสุดของ ISD ทุกปี เนื่องจากเป็นมาตรการที่ประกาศเป็นช่วงเวลาเฉพาะ ไม่ใช่สิทธิ์ถาวรที่มีทุกปีในรูปแบบเดียวกัน
💰 หลักฐานการเงินและค่าธรรมเนียม
อัปเดตการยืนยันข้อมูล: เดอะเบสท์ได้ตรวจสอบตัวเลขข้างต้นซ้ำกับเว็บไซต์ Irish Immigration Service Delivery (irishimmigration.ie) ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการโดยตรงแล้ว ยืนยันว่าตัวเลข 20 ชั่วโมง/40 ชั่วโมง และเงื่อนไขเรียนภาษาสูงสุด 3 คอร์ส (8 เดือนต่อคอร์ส รวม 24 เดือน) ยังคงเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้จริงในปี 2026 นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดเพิ่มเติมที่ควรทราบคือ หลักฐานการเงินขั้นต่ำที่ต้องแสดงคือ 833 ยูโรต่อเดือนสำหรับคอร์ส 6-8 เดือน หรือ 10,000 ยูโรสำหรับคอร์สความยาว 1 ปี ค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียน IRP อยู่ที่ 300 ยูโรต่อครั้ง สำหรับนักเรียนระดับ Degree การเปลี่ยนหลักสูตรในปีแรกจะได้รับอนุญาตเฉพาะกรณีพิเศษและต้องมีเหตุผลพร้อมหลักฐานรองรับ โดยมีข้อจำกัดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนลงไปเรียนหลักสูตรระดับต่ำกว่าหรือเปลี่ยนจากหลักสูตร Degree ไปเป็น Language Programme
โดยสรุป ไอร์แลนด์เหมาะกับนักเรียนที่ต้องการทำงานพาร์ทไทม์ควบคู่การเรียนภาษาในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี และมีแผนต่อยอดไปเรียนระดับอุดมศึกษาในไอร์แลนด์ต่อในอนาคต เพราะระบบถูกออกแบบมาให้เป็นบันไดจากหลักสูตรภาษาไปสู่ระดับปริญญาจากภาษาไปสู่ปริญญาอย่างชัดเจน
4.ประเทศแคนาดา
แคนาดามีภาพลักษณ์เป็นประเทศที่เป็นมิตรกับนักเรียนต่างชาติในหลายด้าน แต่เมื่อพิจารณาสิทธิ์การทำงานอย่างละเอียดจากเว็บไซต์ทางการของ Immigration, Refugees and Citizenship Canada (IRCC) จะพบเงื่อนไขที่ซับซ้อนกว่าที่คิด โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนคอร์สภาษา
✅ เงื่อนไขที่ต้องครบเพื่อทำงานนอกแคมปัส
หลักการพื้นฐาน: นักเรียนที่ต้องการทำงานนอกแคมปัสโดยไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงานแยก ต้องเข้าเงื่อนไขครบทุกข้อต่อไปนี้พร้อมกัน คือเป็นนักเรียนเต็มเวลาที่ Designated Learning Institution (DLI) ซึ่งเป็นสถาบันที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลแคนาดา ได้เริ่มเรียนหลักสูตรไปแล้ว กำลังเรียนหลักสูตรระดับหลังมัธยมศึกษาประเภทวิชาการ (academic) วิชาชีพ (vocational) หรือฝึกอบรมเฉพาะทาง (professional training) หรือเป็นหลักสูตรอาชีวศึกษาระดับมัธยมปลายในรัฐควิเบก ถือ study permit ที่ยังไม่หมดอายุหรือได้ยื่นต่ออายุก่อนหมดอายุ หลักสูตรมีความยาวอย่างน้อย 6 เดือนและนำไปสู่ปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตร มีเงื่อนไขบนใบอนุญาตศึกษาที่ระบุอนุญาตให้ทำงานนอกแคมปัสได้ และมีหมายเลขประกันสังคม (Social Insurance Number)
🚫 นักเรียน ESL/FSL ที่ไม่มีสิทธิ์
จุดที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ปกครองไทยที่วางแผนเรียนภาษา อยู่ในส่วน “who can’t work off campus” ซึ่งระบุไว้ตรงไปตรงมาว่า นักเรียนที่ “only enrolled in an English or French as a second language (ESL/FSL) program” ไม่สามารถทำงานนอกแคมปัสได้เลย เช่นเดียวกับนักเรียนที่เรียนแค่คอร์สความสนใจทั่วไป (general interest courses) หรือคอร์สเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเรียนหลักสูตรเต็มเวลา หมายความว่านักเรียนไทยที่ไปแคนาดาเพื่อเรียนคอร์สภาษาอังกฤษล้วนๆ โดยไม่ได้ลงทะเบียนในหลักสูตรระดับปริญญาหรืออนุปริญญาควบคู่ไปด้วย จะไม่มีสิทธิ์ทำงานนอกแคมปัสตามกฎหมายเลย แม้จะถือ study permit ถูกต้องก็ตาม
⏰ ชั่วโมงทำงานสำหรับผู้ที่เข้าเงื่อนไข
สำหรับนักเรียนที่เข้าเงื่อนไขและได้สิทธิ์ทำงาน ตัวเลขชั่วโมงที่อนุญาตคือ 24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในช่วงเปิดเทอมปกติ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม 20 ชั่วโมงเมื่อไม่นานมานี้ นักเรียนที่ถือใบอนุญาตเก่าที่ยังระบุตัวเลข 20 ชั่วโมงอยู่ ยังสามารถทำงานได้ถึง 24 ชั่วโมงตามกฎใหม่ ตราบใดที่ยังคงเข้าเงื่อนไขคุณสมบัติอื่นๆ ครบถ้วน ส่วนในช่วงปิดเทอมที่กำหนดไว้อย่างเป็นทางการโดยสถาบัน เช่น ปิดเทอมฤดูร้อนหรือฤดูหนาว หรือสัปดาห์อ่านหนังสือ (reading week) นักเรียนสามารถทำงานได้ไม่จำกัดชั่วโมงเลย และยังสามารถลงเรียนคอร์สเสริมแบบพาร์ทไทม์หรือเต็มเวลาในช่วงนั้นได้โดยไม่กระทบสิทธิ์การทำงานเต็มเวลาแต่อย่างใด
นักเรียนที่ไม่มีวันปิดเทอมกำหนดไว้ในหลักสูตร จะทำงานได้สูงสุด 24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เช่นเดียวกับช่วงเปิดเทอมปกติตลอดทั้งปี การทำงานเกิน 24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ถือเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไข study permit ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียสถานะนักเรียน ไม่ได้รับอนุมัติใบอนุญาตศึกษาหรือใบอนุญาตทำงานในอนาคต หรือถูกสั่งให้ออกจากประเทศได้ นักเรียนมีหน้าที่ต้องติดตามชั่วโมงทำงานของตัวเองอย่างเคร่งครัด รวมถึงหากเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระด้วย
สำหรับนักเรียนที่เดิมไม่มีสิทธิ์ทำงานนอกแคมปัส แต่สถานการณ์การเรียนเปลี่ยนแปลงไปในภายหลัง เช่น เดิมเรียนคอร์สเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษ แล้วได้รับการตอบรับเข้าเรียนหลักสูตรเต็มเวลาระดับปริญญา สามารถยื่นขอเปลี่ยนเงื่อนไขบนใบอนุญาตศึกษาได้ โดยต้องเสียค่าธรรมเนียมและต้องดำเนินการก่อนจึงจะขอหมายเลขประกันสังคมเพื่อทำงานได้
🔄 อัปเดต Co-op Work Permit Exemption (เม.ย. 2026)
อัปเดตสำคัญสำหรับนักเรียนที่มีวิชาฝึกงานภาคบังคับ: ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2026 เป็นต้นไป รัฐบาลแคนาดาได้ยกเลิกข้อกำหนดที่เคยบังคับให้นักเรียนระดับหลังมัธยมศึกษาต้องขอ Co-op Work Permit แยกต่างหากสำหรับการฝึกงานภาคบังคับที่เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร เช่น co-op, internship หรือ practicum นักเรียนที่เข้าเงื่อนไขสามารถใช้ study permit เดิมที่มีเงื่อนไขอนุญาตให้ทำงานในแคมปัสอยู่แล้วในการฝึกงานได้เลย นักศึกษาระดับ post-secondary ที่เข้าเกณฑ์ไม่ต้องยื่นขอ Co-op Work Permit แยกต่างหาก แต่ยังต้องมี Study Permit ที่ถูกต้อง มีเงื่อนไขอนุญาตให้ทำงานในมหาวิทยาลัย และมีหนังสือจาก DLI ยืนยันว่าการฝึกงานเป็นข้อบังคับของหลักสูตร ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่าการฝึกงานต้องเป็นข้อบังคับของหลักสูตรจริง และมีสัดส่วนไม่เกิน 50% ของระยะเวลาหลักสูตรทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงนี้ใช้กับนักเรียนระดับหลังมัธยมศึกษาเท่านั้น นักเรียนระดับมัธยมศึกษายังคงต้องขอ Co-op Work Permit แยกตามเดิม
โดยสรุป แคนาดาเป็นตัวอย่างชัดเจนของหลักการ “ประเทศง่ายสำหรับนักเรียนปริญญา ไม่ได้แปลว่าง่ายสำหรับนักเรียนภาษา” นักเรียนไทยที่มีแผนเรียนแค่คอร์สภาษาอังกฤษระยะสั้นที่แคนาดา ควรวางแผนโดยไม่คาดหวังรายได้จากการทำงานพาร์ทไทม์เลย เว้นแต่จะมีแผนเรียนต่อในหลักสูตรระดับอนุปริญญาหรือปริญญาควบคู่ไปด้วย
5.ประเทศสิงคโปร์
สิงคโปร์ใช้ระบบยกเว้น Work Pass (Work Pass Exemption) สำหรับนักเรียนต่างชาติที่ถือ Student’s Pass ออกโดย Immigration and Checkpoints Authority (ICA) แต่จุดสำคัญที่สุดที่ต้องเข้าใจคือ สิทธิ์นี้ผูกอยู่กับ รายชื่อสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรอง อย่างเฉพาะเจาะจงมาก ไม่ใช่นักเรียนทุกคนที่ถือ Student’s Pass จะได้สิทธิ์นี้โดยอัตโนมัติ
📋 รายชื่อสถาบันช่วงปิดเทอม vs เปิดเทอม (ต่างกัน)
ช่วงปิดเทอม: นักเรียนเต็มเวลาที่ลงทะเบียนอยู่ในสถาบันที่อยู่ในรายชื่อที่กำหนด และมีอายุตั้งแต่ 14 ปีขึ้นไป สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องขอ work pass และไม่ต้องแจ้งกระทรวงแรงงาน (Ministry of Manpower) ล่วงหน้า รายชื่อสถาบันในกลุ่มนี้ค่อนข้างกว้าง ครอบคลุมทั้งโรงเรียนนานาชาติชั้นนำอย่าง Singapore American School, Australian International School, Canadian International School, มหาวิทยาลัยของรัฐอย่าง National University of Singapore และ Nanyang Technological University, โรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชนอื่นๆ อีกจำนวนมาก
ช่วงเปิดเทอม: สิทธิ์ทำงานระหว่างเปิดเทอมแคบลงกว่ามาก จำกัดเฉพาะนักเรียนเต็มเวลาในสถาบันที่อยู่ในรายชื่อที่แคบกว่า ซึ่งประกอบด้วยสถาบันอุดมศึกษาเป็นหลัก เช่น NUS, NTU, Singapore Management University, Singapore Institute of Technology, Singapore University of Social Sciences, Nanyang Polytechnic, Singapore Polytechnic, Republic Polytechnic, Temasek Polytechnic, Ngee Ann Polytechnic และสถาบันเฉพาะทางบางแห่ง เช่น INSEAD, LaSalle College of the Arts เมื่อเข้าเงื่อนไขแล้ว งานที่ทำต้องเป็นไปตามเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งคือ ทำงานไม่เกิน 16 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือเป็นงานภายใต้โครงการฝึกงานภาคอุตสาหกรรม (industrial attachment) ที่จัดโดยมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาและนับเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขสำเร็จการศึกษา
จุดสำคัญที่สุดสำหรับผู้ปกครองไทย คือ รายชื่อสถาบันทั้งสองชุดนี้ ไม่มีโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษเอกชนทั่วไปรวมอยู่เลย หมายความว่านักเรียนไทยที่ไปเรียนคอร์สภาษาอังกฤษระยะสั้นที่สถาบันสอนภาษาเอกชนในสิงคโปร์ จะไม่มีสิทธิ์ทำงานทั้งในช่วงปิดเทอมและเปิดเทอมเลย เพราะสถาบันเหล่านั้นไม่อยู่ในรายชื่อยกเว้นทั้งสองชุด
🚫 ข้อจำกัดสำหรับนักเรียนแลกเปลี่ยน
อีกจุดที่สำคัญคือ นักเรียนแลกเปลี่ยน (exchange student) ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานเลยไม่ว่ากรณีใด แม้จะเรียนอยู่ในสถาบันที่อยู่ในรายชื่อก็ตาม ส่วนนักเรียนที่เดินทางมาสิงคโปร์ภายใต้โครงการฝึกงาน (training attachment programme) จะต้องยื่นขอ Training Work Permit หรือ Training Employment Pass แยกต่างหาก หรือใช้โครงการ Work Holiday Programme แทน การทำงานโดยไม่มี work pass ที่ถูกต้องถือเป็นความผิดทางกฎหมายในสิงคโปร์
โดยสรุป สิงคโปร์เหมาะกับนักเรียนที่เรียนในสิงคโปร์เหมาะกับนักเรียนเต็มเวลาที่เรียนในสถาบันซึ่งอยู่ในรายชื่อทางการของกระทรวงแรงงาน โดยอาจครอบคลุมมหาวิทยาลัย โพลีเทคนิค โรงเรียนนานาชาติ และสถาบันเฉพาะทางบางแห่ง ที่อยู่ในรายชื่อทางการเท่านั้น หากเป้าหมายคือเรียนคอร์สภาษาอังกฤษระยะสั้นที่สถาบันสอนภาษาเอกชน สิงคโปร์ไม่ใช่ตัวเลือกที่จะได้สิทธิ์ทำงานเลย
6.เยอรมนี — กรณีพิเศษสำหรับผู้เรียนภาษาเยอรมันแบบเข้มข้น
เยอรมนีถูกจัดไว้ในกลุ่มที่ 1 เพราะผู้ถือวีซ่าเรียนภาษาเยอรมันแบบเข้มข้นตามมาตรา 16f สามารถทำงานได้สูงสุด 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยสิทธิ์นี้อยู่ในเงื่อนไข Residence Permit โดยตรง ไม่ต้องขอ Work Permit แยกต่างหาก
เยอรมนีมีวีซ่าเพื่อการศึกษาแยกออกเป็นหลายประเภทตามวัตถุประสงค์ ซึ่งแต่ละประเภทมีเงื่อนไขทำงานของตัวเอง
🇩🇪 วีซ่าเรียนภาษาเยอรมันระยะสั้น (มาตรา 16f)
วีซ่าเรียนภาษาเยอรมันระยะสั้น (Visa for Language Acquisition ภายใต้มาตรา 16f ของกฎหมาย Residence Act) ออกให้สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนคอร์สภาษาเยอรมันแบบเข้มข้น โดยมีเงื่อนไขว่าคอร์สต้องมีชั่วโมงเรียนอย่างน้อย 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (คอร์สเรียนตอนเย็นหรือเสาร์-อาทิตย์ไม่นับเป็นคอร์สเข้มข้น) วีซ่าประเภทนี้ออกให้สูงสุด 12 เดือน และที่สำคัญคือ กฎหมายมาตรา 16f วรรค 3 ประโยคที่ 4 ระบุไว้ชัดเจนว่าอนุญาตให้ทำงานได้สูงสุด 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยห้ามประกอบอาชีพอิสระหรือเป็น self-employed สิทธิ์นี้ติดมากับเงื่อนไขวีซ่าโดยตรง ไม่ต้องยื่นขอใบอนุญาตทำงานแยกต่างหากอีกครั้ง เพียงแต่ควรตรวจสอบข้อความที่ระบุไว้บนวีซ่าหรือใบอนุญาตพำนักให้แน่ใจก่อนเริ่มทำงานเสมอ ทั้งนี้ แม้กฎหมายจะกำหนดสิทธิ์และคุณสมบัติไว้ชัดเจน แต่หน่วยงานยังต้องตรวจสอบเอกสาร การเงิน วัตถุประสงค์ และข้อกำหนดอื่นก่อนอนุมัติทุกครั้ง ไม่ใช่การอนุมัติอัตโนมัติ
งานที่นักเรียนคอร์สภาษานิยมทำ ได้แก่ งานบริกรหรือบาร์เทนเดอร์ พี่เลี้ยงเด็ก พนักงานส่งของ หรือผู้ช่วยประจำร้าน โดยเฉพาะรูปแบบการจ้างงานที่เรียกว่า Minijob ซึ่งเป็นงานพาร์ทไทม์ที่มีรายได้ไม่เกิน 603 ยูโรต่อเดือน (อัตราใหม่มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 ปรับขึ้นจาก 556 ยูโรเดิม ตามการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 13.90 ยูโร/ชั่วโมง) Minijob มีระบบภาษีและเงินสมทบประกันสังคมเฉพาะ โดยภาระของลูกจ้างและนายจ้างอาจแตกต่างตามลักษณะงาน สถานะประกัน และการเลือกส่งเงินสมทบบำนาญ จึงไม่ควรตีความว่าได้รับการยกเว้นทั้งหมด แต่ก็ยังเป็นตัวเลือกยอดนิยมของนักเรียนต่างชาติเพราะขั้นตอนไม่ยุ่งยาก
ด้านหลักฐานทางการเงิน วีซ่าเรียนภาษาระยะสั้นแบบเดี่ยว (ไม่ผูกกับการเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย) ต้องแสดงเงินในบัญชีบล็อก (Sperrkonto) อย่างน้อย 1,091 ยูโรต่อเดือน หรือ 13,092 ยูโรต่อปี ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 992 ยูโรต่อเดือนที่ใช้กับนักเรียนระดับปริญญา ค่าธรรมเนียมยื่นวีซ่าอยู่ที่ 75 ยูโร และใช้เวลาดำเนินการประมาณ 6-12 สัปดาห์
ข้อควรรู้เพิ่มเติมคือ วีซ่าเรียนภาษาระยะสั้นไม่สามารถใช้ลงทะเบียนเรียนมหาวิทยาลัยได้ และเวลาที่พำนักด้วยวีซ่านี้ไม่นับรวมในการขอสิทธิ์พำนักถาวรในอนาคต หากนักเรียนต้องการเปลี่ยนไปเรียนต่อระดับปริญญาหรือเปลี่ยนสถานะเป็นอย่างอื่นหลังจบคอร์สภาษา สามารถยื่นขอเปลี่ยนวัตถุประสงค์การพำนัก (Zweckwechsel) ได้จากภายในประเทศเยอรมนีโดยไม่ต้องเดินทางกลับไปยื่นใหม่จากต่างประเทศ หากเข้าเงื่อนไขของสถานะใหม่ครบถ้วน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เอื้อประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิม
🎓 วีซ่านักเรียนปริญญา (คนละระบบ)
สำหรับนักเรียนระดับปริญญาที่เยอรมนี สิทธิ์ทำงานเป็นคนละระบบกับวีซ่าเรียนภาษาข้างต้น นักเรียนต่างชาติที่ไม่ใช่พลเมือง EU/EEA และกำลังศึกษาระดับปริญญาที่มหาวิทยาลัยเยอรมนี สามารถทำงานได้สูงสุด 140 วันเต็มหรือ 280 วันครึ่งวันต่อปี หรือเลือกใช้เกณฑ์ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์แทนก็ได้ โดยไม่ต้องขออนุมัติเพิ่มเติมจาก Federal Employment Agency ทั้งนี้ควรตรวจสอบรูปแบบการนับชั่วโมงและผลต่อประกันสังคมก่อนเพิ่มชั่วโมงทำงานในช่วงปิดภาคเรียน เนื่องจากเว็บไซต์รัฐบาลเยอรมนีระบุเพดานตามที่กล่าวไว้ข้างต้น หากเลือกใช้เกณฑ์ทำงานไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในช่วงเปิดภาคเรียน นักศึกษาสามารถทำงานได้โดยไม่จำกัดชั่วโมงในช่วง semester break อย่างไรก็ตาม ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน ภาษี และประกันสังคมที่เกี่ยวข้อง หลักฐานเงินทุนสำหรับค่าครองชีพที่ต้องแสดงคืออย่างน้อย 992 ยูโรต่อเดือน หรือ 11,904 ยูโรต่อปีในปี 2026 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ของวีซ่าเรียนภาษาเล็กน้อย
โดยสรุป เยอรมนีเหมาะกับนักเรียนที่ต้องการทำงานพาร์ทไทม์ควบคู่กับการเรียนภาษาเยอรมันอย่างจริงจัง เพราะสิทธิ์ทำงาน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ติดมากับวีซ่าโดยตรง ไม่ต้องขอใบอนุญาตเพิ่มเติม ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในกลุ่มประเทศที่เงื่อนไขไม่ยากที่ผู้ปกครองอาจไม่เคยพิจารณามาก่อน
กลุ่มที่ 2 — ต้องขอ Permission, Endorsement หรือการอนุมัติเพิ่มเติมก่อนทำงาน
ประเทศในกลุ่มนี้ไม่ได้ให้สิทธิ์ทำงานจากสถานะนักเรียนโดยอัตโนมัติ ผู้เรียนต้องขออนุญาตเพิ่มเติมจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง สถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานแรงงานก่อนเริ่มงาน ผู้เรียนในกลุ่มนี้ไม่ควรเริ่มงานก่อนมีเอกสารอนุมัติครบถ้วน แม้ว่านายจ้างหรือสถาบันจะแจ้งว่าสามารถเริ่มงานได้ก็ตาม
7.ประเทศญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีขั้นตอนทางกฎหมายชัดเจนที่สุดในเรื่องการขอสิทธิ์ทำงาน เพราะกำหนดให้นักเรียนทุกคนที่ต้องการทำงานพาร์ทไทม์ต้องยื่นขอใบอนุญาตพิเศษก่อนเริ่มงานเสมอ โดยทั่วไปต้องได้รับอนุญาตก่อนเริ่มงาน
📝 ขั้นตอนขอใบอนุญาตกิจกรรมนอกเหนือสถานะ
ขั้นตอนที่บังคับ: นักเรียนต้องยื่นขอ “การอนุญาตให้ทำกิจกรรมนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาตภายใต้สถานะการพำนักเดิม” หรือที่เรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า 資格外活動許可 (Shikakugai Katsudo Kyoka) จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประจำภูมิภาค (Regional Immigration Services Bureau) ข่าวดีคือ สำหรับนักเรียนที่ถือสถานะ “Student” และมีระยะเวลาพำนักเกิน 3 เดือน สามารถยื่นขอใบอนุญาตนี้ได้ตั้งแต่ตอนเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นครั้งแรกที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาไปยื่นเรื่องแยกภายหลัง
⏰ ชั่วโมงทำงานและงานต้องห้าม
ชั่วโมงทำงาน: เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว นักเรียนสามารถทำงานได้สูงสุด 28 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และในช่วงปิดเทอมยาวของสถาบันการศึกษา สามารถทำงานได้สูงสุด 8 ชั่วโมงต่อวัน
เงื่อนไขสำคัญอื่นๆ ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดคือ งานพาร์ทไทม์ต้องไม่กระทบต่อการเรียน รายได้ที่ได้จากการทำงานต้องเป็นเพียงส่วนเสริมค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและค่าใช้จ่ายจำเป็นเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อการออมเงินหรือส่งเงินกลับประเทศ และห้ามทำงานในธุรกิจบันเทิงสำหรับผู้ใหญ่โดยเด็ดขาดตามกฎหมาย การทำงานต้องอยู่ในช่วงเวลาที่นักเรียนยังคงสถานะนักเรียนในสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
💴 รายได้จริงเทียบกับโฆษณาเกินจริง
ข้อมูลจากสำนักงานสนับสนุนนักศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่น (JASSO) ระบุว่าประมาณ 65% ของนักเรียนต่างชาติที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทำงานพาร์ทไทม์ระหว่างเรียน โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 81,000 เยน หรือราว 513 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่เพียงพอต่อการครอบคลุมค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพทั้งหมด สถาบันจึงแนะนำให้นักเรียนวางแผนการเงินโดยไม่พึ่งพารายได้จากการทำงานพาร์ทไทม์เพียงอย่างเดียว
ที่น่าสนใจคือ JASSO ได้ออกคำเตือนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับข้อมูลเท็จที่เอเจนซี่บางแห่งใช้โฆษณาชวนเชื่อ เช่น การอ้างว่าสามารถหารายได้ถึง 3,000 เยนต่อชั่วโมง หรือสามารถหาเงินได้ 200,000-300,000 เยนต่อเดือนจากงานพาร์ทไทม์เพื่อครอบคลุมค่าเล่าเรียนและส่งเงินกลับบ้านได้ ซึ่งความจริงแล้วค่าแรงเฉลี่ยของงานพาร์ทไทม์นักเรียนต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 1,300 เยนต่อชั่วโมงเท่านั้น ผู้ปกครองควรระมัดระวังข้อมูลลักษณะนี้จากเอเจนซี่ที่ไม่น่าเชื่อถือ
ประเภทงานที่นักเรียนต่างชาติทำมากที่สุดคือธุรกิจร้านอาหาร (39.2%) รองลงมาคืองานขาย (28.4%) งานประกอบชิ้นส่วนในโรงงาน งานผู้ช่วยสอนหรือผู้ช่วยวิจัย และงานพนักงานต้อนรับโรงแรม
⚠️ กฎเหล็กและข้อควรระวัง
ทุกปีมีนักเรียนต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่ถูกบังคับให้ออกจากญี่ปุ่นเพราะไม่สามารถขอต่ออายุระยะเวลาพำนักได้ เนื่องจากอัตราการเข้าเรียนต่ำเกินไปอันเป็นผลจากการทำงานพาร์ทไทม์มากเกินควรจนละเลยการเรียน สำนักงาน JASSO เน้นย้ำให้นักเรียนระมัดระวังในจุดนี้เป็นพิเศษ
โดยสรุป ญี่ปุ่นมีระบบที่ชัดเจนและสามารถทำงานได้จริงเมื่อผ่านขั้นตอนขอใบอนุญาตแล้ว แต่ข้อดีคือขั้นตอนขอใบอนุญาตทำได้ตั้งแต่ด่านตรวจคนเข้าเมืองครั้งแรกที่เดินทางเข้าประเทศ ทำให้ไม่ยุ่งยากเท่าที่คิด เพียงแต่ต้องวางแผนการเงินให้สมจริง ไม่คาดหวังรายได้สูงเกินจริงจากงานพาร์ทไทม์
8.ประเทศมาเลเซีย
มาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีข้อจำกัดเรื่องสิทธิ์ทำงานนักเรียนชัดเจนที่สุดในบรรดา 11 ประเทศที่สำรวจ โดยมีเอกสารทางการจากกรมตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซีย (Jabatan Imigresen Malaysia) ระบุเงื่อนไขไว้ตรงไปตรงมาอย่างมาเลเซียกำหนดให้สิทธิ์ทำงานพาร์ทไทม์เฉพาะนักศึกษาของสถาบันที่เข้าเกณฑ์ และต้องได้รับอนุมัติจากกรมตรวจคนเข้าเมืองก่อนเริ่มงาน อย่างไรก็ตาม ผู้เรียนควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับ EMGS และสถาบันโดยตรง
🚫 ข้อห้าม Language Centre ตามกฎหมาย
เงื่อนไขพื้นฐาน: สิทธิ์ทำงานพาร์ทไทม์ ให้เฉพาะผู้ถือ Student Pass ที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐ (Public University หรือ UA) หรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชน (Private Higher Education Institution หรือ IPTS) เท่านั้น เอกสารทางการระบุชัดเจนเป็นภาษาอังกฤษว่า “Language Centres, Training/Skills Centre, and Accredited Centres ARE NOT PERMITTED” ซึ่งแปลตรงตัวว่าศูนย์สอนภาษา ศูนย์ฝึกอบรม/ทักษะ และศูนย์รับรองต่างๆ ไม่ได้รับอนุญาตให้นักเรียนทำงานเลย นี่คือประเทศเดียวในกลุ่มที่ระบุการยกเว้นสถาบันสอนภาษาไว้อย่างชัดแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรในเอกสารราชการโดยตรง ไม่ต้องตีความจากบริบทเหมือนประเทศอื่น
สำหรับนักเรียนที่เข้าเงื่อนไข (คือเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้น) ชั่วโมงทำงานสูงสุดคือ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่มีข้อจำกัดที่แตกต่างจากประเทศอื่นอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือ อนุญาตให้ทำงานได้เฉพาะช่วงปิดเทอมหรือวันหยุดที่ยาวกว่า 7 วันเท่านั้น ห้ามทำงานในระหว่างเปิดภาคเรียนโดยเด็ดขาด ซึ่งต่างจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หรือแคนาดาที่อนุญาตให้ทำงานพาร์ทไทม์ได้แม้ในช่วงเปิดเทอมปกติ มาเลเซียจึงเป็นประเทศที่จำกัดมากกว่าในมิติของ “เมื่อไหร่ที่ทำงานได้” แม้จะให้จำนวนชั่วโมงใกล้เคียงกับประเทศอื่น
📝 ขั้นตอนอนุมัติผ่านมหาวิทยาลัย+ตม.
กระบวนการขอสิทธิ์ทำงานยังต้องผ่านการอนุมัติหลายชั้น เริ่มจากนักเรียนต้องหางานในภาคธุรกิจที่ได้รับอนุมัติเท่านั้น โดยเอกสารทางการของ EMGS ระบุไว้ 4 ประเภทหลักคือ ร้านอาหาร มินิมาร์ท โรงแรม และปั๊มน้ำมัน (รายชื่อประเภทธุรกิจที่อนุมัติอาจมีการปรับปรุงได้ ควรตรวจสอบกับ EMGS หรือมหาวิทยาลัยก่อนสมัครงานเสมอ) จากนั้นต้องยื่นเรื่องผ่านสำนักงานนักศึกษาต่างชาติของมหาวิทยาลัยเพื่อขอการรับรอง มหาวิทยาลัยจะพิจารณาข้อเสนองานและผลการเรียนของนักเรียนว่าจะไม่กระทบการเรียน หากอนุมัติแล้วมหาวิทยาลัยจะส่งเรื่องพร้อมจดหมายสนับสนุนไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และต้องรอการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรจากอธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมืองก่อนจึงจะเริ่มทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย ขั้นตอนทั้งหมดนี้ใช้เวลาและเป็นเงื่อนไขที่ไม่สามารถข้ามได้
⚠️ ประเภทงานและตำแหน่งต้องห้าม
นอกจากข้อจำกัดเรื่องประเภทธุรกิจแล้ว ยังมีข้อห้ามเฉพาะเจาะจงเพิ่มเติมคือ นักเรียนต่างชาติห้ามทำงานเป็นแคชเชียร์ และในภาคธุรกิจโรงแรม ห้ามทำงานเป็นนักร้อง นักดนตรี พนักงานนวด หรือพนักงานต้อนรับแขก (Guest Relation Officer) การประกอบอาชีพอิสระหรือทำธุรกิจส่วนตัวก็เป็นสิ่งต้องห้ามเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ
บทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎเหล่านี้ค่อนข้างรุนแรง มีทั้งค่าปรับจำนวนมากสำหรับทั้งตัวนักเรียนและนายจ้าง และในกรณีร้ายแรงอาจถึงขั้นถูกจำคุก การทำงานโดยไม่ได้รับอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรจากอธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมืองล่วงหน้าถือเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไข Student Pass อย่างร้ายแรง
โดยสรุป มาเลเซียเหมาะกับนักเรียนที่ตั้งใจเรียนระดับปริญญาที่มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้น หากเป้าหมายเป็นการเรียนคอร์สภาษาอังกฤษที่ Language Centre ผู้ปกครองควรทราบไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจนว่าลูกจะไม่มีสิทธิ์ทำงานพาร์ทไทม์เลยตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่ในมาเลเซีย ไม่ว่าจะเป็นช่วงเปิดเทอมหรือปิดเทอมก็ตาม
9.ประเทศจีน
จีนมีระบบวีซ่านักเรียนที่แบ่งตามระยะเวลาการเรียนอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสิทธิ์การทำงาน ทำให้นักเรียนคอร์สภาษาระยะสั้นและนักเรียนปริญญาได้รับสิทธิ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
🆚 ความต่าง X1 vs X2
วีซ่า X2 ออกให้สำหรับผู้ที่มาศึกษาระยะสั้นไม่เกิน 180 วัน ครอบคลุมทั้งโครงการแลกเปลี่ยนภาคการศึกษา โปรแกรมภาคฤดูร้อน และคอร์สภาษาระยะสั้น ผู้ถือวีซ่าประเภทนี้ ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานเลยไม่ว่ากรณีใด และไม่ต้องขอ residence permit หลังเดินทางเข้าประเทศ วีซ่า X1 ออกให้สำหรับผู้ที่มาศึกษาระยะยาวเกิน 180 วัน ซึ่งครอบคลุมหลักสูตรปริญญาตรี โท เอก ส่วนใหญ่ รวมถึงโปรแกรมภาษาระยะยาว 1 ปีขึ้นไปบางโปรแกรม ผู้ถือวีซ่าประเภทนี้ต้องไปขึ้นทะเบียน Residence Permit ที่สำนักงานความมั่นคงสาธารณะ (Public Security Bureau หรือ PSB) ภายใน 30 วันหลังเดินทางเข้าประเทศ
📝 ขั้นตอนขออนุมัติจากสถาบันและ Exit-Entry Administration
สำหรับผู้ถือ Study Residence Permit ที่ต้องการเข้าร่วม Work-study หรือฝึกงานนอกมหาวิทยาลัย ต้องได้รับการอนุมัติจากสถาบันการศึกษาก่อน จากนั้นจึงยื่นเอกสารจากสถาบันและหน่วยงานที่รับฝึกงานต่อ Exit-Entry Administration เพื่อให้ระบุข้อมูลที่เกี่ยวข้องไว้ใน Residence Permit ก่อนเริ่มงาน รายละเอียดเอกสาร ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขเพิ่มเติม (เช่น อายุ residence permit คงเหลือ จำนวนภาคการศึกษาที่ต้องเรียนมาก่อน) อาจแตกต่างกันไปตามมหาวิทยาลัยและหน่วยงานท้องถิ่น ควรตรวจสอบเงื่อนไขที่แน่นอนกับมหาวิทยาลัยปลายทางโดยตรง
⏰ ชั่วโมงทำงานในแคมปัส vs นอกแคมปัส
เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว ตามระเบียบ Measures for the Administration of Work-Study in Institutions of Higher Learning ของกระทรวงศึกษาธิการจีน ชั่วโมงทำงานที่อนุญาต (ทั้งงานในแคมปัสและนอกแคมปัสรวมกัน) จะต้องไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อเดือน ในช่วงเปิดเทอมปกติ ส่วนช่วงปิดเทอมฤดูร้อนและฤดูหนาว ชั่วโมงทำงานเพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 16 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และไม่เกิน 80 ชั่วโมงต่อเดือน งานในแคมปัสที่พบบ่อยได้แก่ งานห้องสมุด งานธุรการ หรือผู้ช่วยวิจัย และห้ามทำงานในช่วงสอบเว้นแต่มหาวิทยาลัยอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ
ค่าธรรมเนียมและระยะเวลาดำเนินการอาจแตกต่างกันไปตามมหาวิทยาลัยและเมือง โดยทั่วไปต้องดำเนินการให้เสร็จก่อนเริ่มงานจริงเสมอ และการเปลี่ยนนายจ้างหรือลักษณะงานต้องยื่นขออนุมัติใหม่ทุกครั้ง
อัปเดตการยืนยันข้อมูล: เดอะเบสท์พบเว็บไซต์ทางการภาษาอังกฤษของ National Immigration Administration (NIA) ของจีนแล้ว (en.nia.gov.cn) ซึ่งยืนยันกรอบกฎหมายหลักตรงกับที่อธิบายไว้ข้างต้น คือการแบ่งวีซ่า X1 (เรียนระยะยาว) กับ X2 (เรียนระยะสั้น) และหลักการที่ว่าผู้ถือ residence permit ประเภทนักเรียนต้องได้รับอนุมัติจากสถาบันการศึกษาและมีการประทับตรารับรองจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองก่อนจึงจะทำงานหรือฝึกงานนอกสถาบันได้ ตัวเลขชั่วโมงทำงาน (8 ชม./สัปดาห์ + 40 ชม./เดือน ช่วงเปิดเทอม, 16 ชม./สัปดาห์ + 80 ชม./เดือน ช่วงปิดเทอม) ยืนยันแล้วจากหลายแหล่งที่อ้างอิงตัวบทกฎหมาย Measures for the Administration of Work-Study in Institutions of Higher Learning ของกระทรวงศึกษาธิการจีนโดยตรง ผู้ปกครองที่วางแผนส่งบุตรหลานไปเรียนจีนควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับมหาวิทยาลัยปลายทางก่อนตัดสินใจเสมอ เนื่องจากรายละเอียดปลีกย่อยอาจแตกต่างกันไปตามนโยบายท้องถิ่นของแต่ละมหาวิทยาลัยและเมือง
โดยสรุป จีนเหมาะกับนักเรียนที่วางแผนเรียนระดับปริญญาระยะยาว (วีซ่า X1) เท่านั้น หากเป็นนักเรียนคอร์สภาษาจีนระยะสั้นหรือโครงการแลกเปลี่ยนภาคการศึกษา (วีซ่า X2) จะไม่มีสิทธิ์ทำงานเลยตลอดระยะเวลาที่พำนักอยู่
กลุ่มที่ 3 — นักเรียนคอร์สภาษาทั่วไปไม่มีสิทธิ์ทำงาน หรือมีข้อจำกัดสูง
กลุ่มนี้ไม่ได้หมายความว่าประเทศดังกล่าวห้ามนักเรียนต่างชาติทุกคนทำงาน แต่หมายถึงนักเรียนที่ไปเรียนคอร์สภาษา คอร์สระยะสั้น หรือหลักสูตรที่ไม่เข้าเกณฑ์ มักไม่มีสิทธิ์ทำงานหรือมีข้อจำกัดสูง
ประเทศที่มีรายละเอียดเต็มอยู่ในกลุ่มนี้โดยตรง (เพราะนักเรียนคอร์สภาษาทั่วไปแทบไม่มีสิทธิ์ทำงานเลย) ได้แก่ สหราชอาณาจักร และ ฟิลิปปินส์ ส่วนอีก 4 ประเทศต่อไปนี้มีรายละเอียดเต็มอยู่ในกลุ่มที่ 1 หรือ 2 ข้างต้นแล้ว แต่ขอสรุปเฉพาะส่วนที่นักเรียนคอร์สภาษาไม่ได้สิทธิ์ไว้ที่นี่ด้วย เพื่อให้เห็นภาพครบ:
- แคนาดา — ผู้ที่เรียนเฉพาะ ESL หรือ FSL ไม่มีสิทธิ์ทำงานนอกแคมปัส แม้หลักสูตรภาษานั้นจะเป็นเส้นทางเตรียมเข้ามหาวิทยาลัยก็ตาม (รายละเอียดเต็มอยู่ในกลุ่มที่ 1)
- มาเลเซีย — นักเรียนที่เรียนใน Language Centre, Training Centre หรือ Skills Centre ไม่มีสิทธิ์ทำงาน (รายละเอียดเต็มอยู่ในกลุ่มที่ 2)
- สิงคโปร์ — นักเรียนโรงเรียนสอนภาษาเอกชนทั่วไปไม่มีสิทธิ์ทำงาน หากสถาบันไม่อยู่ในรายชื่อ Work Pass Exemption (รายละเอียดเต็มอยู่ในกลุ่มที่ 1)
- จีน — ผู้ถือวีซ่า X2 สำหรับหลักสูตรระยะสั้นโดยทั่วไปไม่มีสิทธิ์ทำงานจากวีซ่าดังกล่าว (รายละเอียดเต็มอยู่ในกลุ่มที่ 2)
หมายเหตุสำคัญ: ประเทศเดียวกันสามารถปรากฏได้มากกว่าหนึ่งกลุ่ม เพราะสิทธิ์แตกต่างกันตามประเภทนักเรียน ตัวอย่างเช่น แคนาดาอยู่กลุ่มที่ 1 สำหรับนักเรียนหลักสูตรหลังมัธยมศึกษาที่เข้าเกณฑ์ แต่จะเข้าข่ายกลุ่มที่ 3 สำหรับผู้ที่เรียนเฉพาะ ESL/FSL
10.สหราชอาณาจักร (UK)
สหราชอาณาจักรเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของประเทศที่ระบบกฎหมายแยกสิทธิ์ทำงานตามประเภทวีซ่าและระดับการศึกษาอย่างละเอียด จนทำให้คำตอบของคำถาม “นักเรียนต่างชาติทำงานที่ UK ได้ไหม” ไม่มีคำตอบเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าถือวีซ่าประเภทไหนโดยสิ้นเชิง
🚫 Short-term Study Visa (ห้ามทำงานเด็ดขาด)
สำหรับนักเรียนที่ต้องการเรียนภาษาอังกฤษระยะสั้นความยาว 6-11 เดือน จะต้องยื่นขอ Short-term Study Visa ซึ่งกฎหมาย Appendix Short-term Student ระบุเงื่อนไขไว้ชัดเจนมากว่า ผู้ถือวีซ่าประเภทนี้ ไม่สามารถทำงานหรือดำเนินธุรกิจใดๆ ได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นงานที่มีค่าจ้างหรือไม่มีค่าจ้างก็ตาม รวมถึงประสบการณ์ทำงาน (work experience) และการฝึกงาน (work placement) ทุกรูปแบบ นอกจากนี้ยังห้ามเปลี่ยนคอร์สเรียนระหว่างที่อยู่ในสหราชอาณาจักร ห้ามเรียนในโรงเรียนที่ได้รับทุนจากรัฐ ห้ามต่อวีซ่า และห้ามพาสมาชิกครอบครัวติดตามมาด้วย ส่วนผู้ที่ต้องการเรียนคอร์สภาษาความยาวไม่เกิน 6 เดือน จะต้องใช้ Standard Visitor Visa แทน ซึ่งก็มีข้อห้ามทำงานในลักษณะเดียวกัน
🎓 Student Route ระดับปริญญา (20 ชม.) vs ต่ำกว่าปริญญา (10 ชม.)
ในทางตรงข้าม สำหรับนักเรียนที่ถือ Student Route หรือวีซ่านักเรียนเต็มรูปแบบซึ่งต้องมีสถาบันการศึกษาเป็นสปอนเซอร์อย่างเป็นทางการ (Confirmation of Acceptance for Studies หรือ CAS) กฎหมาย Appendix Student ระบุสิทธิ์ทำงานไว้ตามระดับการศึกษาดังนี้ นักเรียนที่เรียนคอร์สเต็มเวลาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ไม่ว่าจะสปอนเซอร์โดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีประวัติปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ดี (track record of compliance) หรือเป็นโครงการ study abroad ระยะสั้นจากสถาบันต่างประเทศ จะได้สิทธิ์ทำงาน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในช่วงเปิดเทอม และทำงานเต็มเวลาได้ในช่วงปิดเทอม ส่วนนักเรียนที่เรียนคอร์สเต็มเวลาต่ำกว่าระดับปริญญาตรีที่สปอนเซอร์โดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีประวัติดี จะได้สิทธิ์ทำงานเพียง 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในช่วงเปิดเทอม ในขณะที่การศึกษาประเภทอื่นทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการเรียนแบบพาร์ทไทม์ทุกระดับ จะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานเลย
⚠️ กฎเหล็กและข้อควรระวัง
นอกจากนี้ กฎหมายยังห้ามนักเรียนทุกกลุ่มประกอบอาชีพอิสระหรือทำธุรกิจส่วนตัว ห้ามทำงานเป็นนักกีฬาอาชีพหรือโค้ชกีฬา ห้ามทำงานเป็นนักแสดง และห้ามทำงานในตำแหน่งที่จะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานประจำเต็มเวลา ยกเว้นในกรณีที่นักเรียนกำลังยื่นเปลี่ยนสถานะเป็น Skilled Worker หรือ Graduate route ซึ่งมีเงื่อนไขเฉพาะแยกออกไปอีกชุดหนึ่ง
💰 ค่าใช้จ่ายแต่ละประเภทวีซ่า
เรื่องค่าใช้จ่าย Short-term Study Visa มีค่าธรรมเนียม 228 ปอนด์ บวกกับค่าธรรมเนียมสุขภาพ (healthcare surcharge) ประมาณ 776 ปอนด์เพื่อให้สามารถใช้บริการ National Health Service ได้ ส่วน Student Route เต็มรูปแบบ ต้องแสดงหลักฐานการเงินที่ครอบคลุมค่าเล่าเรียนคงเหลือ บวกกับเงินค่าครองชีพ 1,529 ปอนด์ต่อเดือนหากเรียนในกรุงลอนดอน หรือ 1,171 ปอนด์ต่อเดือนหากเรียนนอกลอนดอน สูงสุดไม่เกิน 9 เดือน
โดยสรุป สหราชอาณาจักรเป็นตัวเลือกที่ไม่เหมาะเลยสำหรับนักเรียนที่มีเป้าหมายหลักคือทำงานพาร์ทไทม์ควบคู่กับการเรียนภาษา สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนภาษาอังกฤษระยะสั้นผ่าน Short-term Student Visa หรือ Standard Visitor Visa จะไม่มีสิทธิ์ทำงาน ส่วนผู้ถือ Student Route อาจมีสิทธิ์ทำงานตามระดับหลักสูตรและประเภทสถาบันที่เป็นสปอนเซอร์ คือการเรียนหลักสูตรระดับปริญญาเต็มรูปแบบเท่านั้น ผู้ปกครองที่วางแผนเรียนภาษาระยะสั้นที่ UK ควรวางแผนงบประมาณโดยไม่พึ่งพารายได้จากการทำงานเสริมเลย
11.ประเทศฟิลิปปินส์
ฟิลิปปินส์เป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับนักเรียนไทยที่ต้องการเรียนภาษาอังกฤษในราคาประหยัด โดยเฉพาะที่เมืองเซบู แต่ในแง่สิทธิ์การทำงาน ฟิลิปปินส์จัดว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีข้อจำกัดมากที่สุดในบรรดา 11 ประเทศที่สำรวจ
📋 SSP vs วีซ่า 9(F) ต่างกันอย่างไร
หลักการพื้นฐาน: นักเรียนต่างชาติที่ศึกษาภายใต้ Special Study Permit (SSP) ซึ่งเป็นใบอนุญาตสำหรับผู้ที่เรียนคอร์สภาษาอังกฤษระยะสั้นที่โรงเรียนสอนภาษา และนักเรียนที่ถือวีซ่านักเรียน 9(F) ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับผู้เรียนหลักสูตรระดับปริญญาที่สถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (Bureau of Immigration) ทั้งสองประเภทไม่มีสิทธิ์ทำงานโดยอัตโนมัติเลย การทำงานที่มีค่าจ้างใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ อาจนำไปสู่ค่าปรับ การเนรเทศ หรือการยกเลิกสถานะพำนักได้ทันที
📝 ช่องทาง SWP และ AEP
ผู้ถือ SSP หรือ Student Visa 9(F) ไม่มีสิทธิ์ทำงานโดยอัตโนมัติ หากต้องการทำงานที่มีค่าตอบแทน ต้องตรวจสอบว่าสถานะตรวจคนเข้าเมืองและใบอนุญาตด้านแรงงานประเภทใดเหมาะสมกับกิจกรรมนั้น โดย Special Work Permit (SWP) ซึ่งออกโดย Bureau of Immigration ใช้สำหรับงานหรือบริการระยะสั้นที่เข้าเกณฑ์ (ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน ผูกกับนายจ้างและตำแหน่งงานที่ระบุไว้เท่านั้น) ส่วน Alien Employment Permit (AEP) และวีซ่าการจ้างงานเป็นระบบสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานโดยเฉพาะ ไม่ควรมองว่าเป็นช่องทางงานพาร์ทไทม์ทั่วไปสำหรับนักเรียน
ในทางปฏิบัติ กระบวนการขอ SWP หรือ AEP ต้องใช้เอกสารจำนวนมาก มีค่าธรรมเนียมของรัฐ ใช้เวลาดำเนินการนาน และไม่คุ้มค่าสำหรับงานพาร์ทไทม์ทั่วไป นอกจากนี้ตลาดแรงงานท้องถิ่นในฟิลิปปินส์ยังมักไม่เปิดรับสมัครนักเรียนต่างชาติสำหรับงานพาร์ทไทม์ทั่วไปอย่างร้านกาแฟหรือร้านค้าปลีก เนื่องจากธุรกิจท้องถิ่นมักเลือกจ้างคนฟิลิปปินส์ที่คุ้นเคยภาษาและมีค่าแรงที่คาดหวังต่ำกว่า
อัปเดตการยืนยันข้อมูล: เดอะเบสท์ได้ตรวจสอบข้อมูลชุดนี้ซ้ำกับเว็บไซต์ทางการของ Bureau of Immigration ฟิลิปปินส์ (immigration.gov.ph) โดยตรงแล้ว รวมถึงตัวบทกฎหมาย Memorandum Circular No. SBM-2015-007 ซึ่งเป็นระเบียบปฏิบัติหลักที่ควบคุมเรื่อง SSP และวีซ่า 9(F) ยืนยันว่าหลักการห้ามทำงานเป็นค่าเริ่มต้น และการมีอยู่ของช่องทาง SWP (อายุ 3-6 เดือน) เป็นข้อมูลที่ถูกต้องตรงกับกฎหมายจริง
โดยสรุป ฟิลิปปินส์เหมาะกับนักเรียนที่มีเป้าหมายหลักคือการเรียนภาษาอังกฤษล้วนๆ โดยไม่คาดหวังรายได้เสริมจากการทำงานพาร์ทไทม์เลย ซึ่งสอดคล้องกับจุดขายหลักของฟิลิปปินส์ที่เน้นค่าเล่าเรียนราคาประหยัดอยู่แล้ว เดอะเบสท์แนะนำให้ผู้ปกครองวางแผนงบประมาณการเรียนที่ฟิลิปปินส์แบบครบวงจรตั้งแต่ต้น โดยไม่นับรวมรายได้จากการทำงานเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเงิน
ตารางสรุปละเอียดทั้ง 11 ประเทศ
ตารางด้านล่างรวบรวมรายละเอียดสำคัญทั้งหมดจากเนื้อหาข้างต้นไว้ในที่เดียว เพื่อให้ผู้ปกครองใช้เปรียบเทียบได้สะดวกเมื่อต้องตัดสินใจเลือกประเทศ
| ประเทศ | ชั่วโมง/สัปดาห์ (เปิดเทอม) | ปิดเทอมทำงานได้ไหม | ต้องขอใบอนุญาตแยกไหม | คอร์สภาษาระยะสั้นมีสิทธิ์ไหม | ข้อจำกัดพิเศษที่สุด |
|---|---|---|---|---|---|
| ออสเตรเลีย | 48 ชม./2 สัปดาห์ | ไม่จำกัดชั่วโมง | ไม่ต้อง | ✅ มีสิทธิ์ | นับรวมทุกงานที่ทำพร้อมกัน |
| นิวซีแลนด์ | 25 ชม. | เต็มเวลา (มีเงื่อนไข) | ไม่ต้อง | ⚠️ ได้ หากเรียน 14+ สัปดาห์กับมหาวิทยาลัย/Category 1 หรือ 24+ สัปดาห์พร้อมผลภาษาอังกฤษตามเกณฑ์ | คอร์สสั้นกว่าเกณฑ์ทั้งสองเส้นทาง หรือสถาบันไม่เข้าเกณฑ์ ไม่ได้สิทธิ์ |
| ไอร์แลนด์ | 20 ชม. | สูงสุด 40 ชม. | ไม่ต้อง | ⚠️ จำกัด 3 คอร์ส (24 เดือน) | เรียนภาษาเกิน 24 เดือนต้องย้ายไปเรียนปริญญา |
| แคนาดา | 24 ชม. | ไม่จำกัดชั่วโมงใน Scheduled Breaks | ไม่ต้อง (หากเข้าเงื่อนไข) | ❌ ESL/FSL-only ไม่มีสิทธิ์ทำงานนอกแคมปัส | ต้องเรียนหลักสูตรอย่างน้อย 6 เดือนที่นำไปสู่ Degree, Diploma หรือ Certificate |
| สหราชอาณาจักร | 20 ชม. (เฉพาะระดับปริญญา) | เต็มเวลา (เฉพาะระดับปริญญา) | ไม่ต้อง (แต่ต้องมีสปอนเซอร์) | ❌ Short-term Study Visa ห้ามเด็ดขาด | คอร์สภาษาระยะสั้นแบบไม่มีสปอนเซอร์ห้ามทำงานแม้ไม่มีค่าจ้าง |
| เยอรมนี | 20 ชม. (คอร์สภาษา) / 20 ชม.หรือ 140 วัน-ปี (ปริญญา) | ไม่จำกัด | ไม่ต้อง (ทั้งสองกรณี) | ✅ ได้ (มาตรา 16f) | วีซ่าคอร์สภาษาแยกจากวีซ่าปริญญา ต้องเรียนคอร์สเข้มข้น 18+ ชม./สัปดาห์ |
| ญี่ปุ่น | 28 ชม. | 8 ชม./วัน | ต้องขอแยก | ⚠️ ได้ (ผ่านใบอนุญาต) | ขอได้ตั้งแต่ด่านตม.ครั้งแรก |
| สิงคโปร์ | 16 ชม. (สถาบันในลิสต์) | ไม่ต้องขอถ้าอยู่ในลิสต์ | ไม่ต้อง (เฉพาะลิสต์) | ❌ ไม่อยู่ในลิสต์ | Exchange student ห้ามทำงานเลย |
| มาเลเซีย | 20 ชม. เฉพาะปิดเทอม | เฉพาะช่วงนี้เท่านั้น | ต้องขอแยก | ❌ Language Centre ห้ามเลย | ห้ามทำงานช่วงเปิดเทอมแม้เข้าเงื่อนไข |
| ฟิลิปปินส์ | ไม่มีสิทธิ์อัตโนมัติ | ไม่มีสิทธิ์อัตโนมัติ | ต้องขอแยก (ยากมาก) | ❌ ทั้ง SSP และ 9F ห้าม | AEP และวีซ่าการจ้างงานเป็นช่องทางสำหรับการจ้างงานอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่สิทธิ์งานพาร์ทไทม์ที่เกิดจาก SSP หรือ Student Visa 9(F) |
| จีน | 8 ชม./สัปดาห์ และ 40 ชม./เดือน (X1) | 16 ชม./สัปดาห์ และ 80 ชม./เดือน | ต้องได้รับอนุมัติจากสถาบันและ Exit-Entry Administration | ❌ ผู้ถือ X2 โดยทั่วไปไม่มีสิทธิ์ทำงานจากวีซ่าดังกล่าว และต้องไม่เริ่มงานหากไม่ได้รับอนุญาตจากสถาบันและหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง | รายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับสถาบันและข้อกำหนดท้องถิ่น |
หมายเหตุ: ตัวเลขและเงื่อนไขข้างต้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายของแต่ละประเทศ ผู้ปกครองควรตรวจสอบกับเดอะเบสท์หรือเว็บไซต์ราชการของประเทศปลายทางอีกครั้งก่อนตัดสินใจสมัครเรียนหรือยื่นวีซ่าทุกครั้ง
คำถามที่พบบ่อย
ไปเรียนคอร์สภาษาสั้นๆ ประเทศไหนทำงานได้จริง?
จาก 11 ประเทศที่สำรวจ มีเพียง 3 ประเทศเท่านั้นที่นักเรียนคอร์สภาษาอังกฤษระยะสั้นมีสิทธิ์ทำงานได้จริงโดยไม่ต้องขอใบอนุญาตแยก คือ ออสเตรเลีย (ครอบคลุมกว้างที่สุด ไม่มีเงื่อนไขความยาวคอร์สขั้นต่ำ) นิวซีแลนด์ (ต้องเรียนอย่างน้อย 14 สัปดาห์กับสถาบัน Category 1 หรือมหาวิทยาลัย) และไอร์แลนด์ (จำกัดไม่เกิน 3 คอร์ส รวม 24 เดือน) ส่วนญี่ปุ่นแม้จะให้สิทธิ์ทำงานกับนักเรียนภาษาได้เช่นกัน แต่ต้องผ่านขั้นตอนขอใบอนุญาตพิเศษก่อนเสมอ จึงมีความยุ่งยากมากกว่า หากขยายขอบเขตไปถึงคอร์สเรียนภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ เยอรมนีก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะวีซ่าเรียนภาษาเยอรมันระยะสั้น (มาตรา 16f) ให้สิทธิ์ทำงาน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตแยกเช่นกัน เหมาะกับน้องที่สนใจเรียนภาษาเยอรมันเป็นการเฉพาะ
ทำไมประเทศเดียวกัน บางคนทำงานได้บางคนทำไม่ได้?
เพราะกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของหลายประเทศแยกสิทธิ์ทำงานตาม “ประเภทวีซ่า” หรือ “ประเภทหลักสูตร” ไม่ใช่แยกตามสัญชาติหรือตัวบุคคล ตัวอย่างเช่น ที่สหราชอาณาจักร คนสองคนที่เดินทางไปพร้อมกันแต่คนหนึ่งถือ Short-term Study Visa เพื่อเรียนภาษา อีกคนถือ Student Route เพื่อเรียนปริญญา จะมีสิทธิ์ทำงานต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้จะอยู่ในประเทศเดียวกันและเดินทางไปพร้อมกันก็ตาม เช่นเดียวกับแคนาดาที่แยกชัดระหว่างนักเรียน ESL ล้วนๆ กับนักเรียนที่ลงทะเบียนหลักสูตรปริญญาควบคู่ไปด้วย
ถ้าอยากทำงานด้วย ควรเลือกคอร์สแบบไหน/ประเทศไหน?
หากเป้าหมายสำคัญคือการทำงานพาร์ทไทม์ควบคู่กับการเรียน ควรตรวจสอบพร้อมกันอย่างน้อย 4 เรื่อง ได้แก่ ประเภทวีซ่า ระดับหลักสูตร ระยะเวลาเรียน และสถานะของสถาบัน เพราะการลงเรียน English Pathway Program ไม่ได้ทำให้เกิดสิทธิ์ทำงานโดยอัตโนมัติ
ตัวอย่างเช่น แคนาดาไม่อนุญาตให้ผู้ที่เรียนเฉพาะ ESL หรือ FSL ทำงานนอกแคมปัส แม้ว่าหลักสูตรภาษานั้นจะเป็นเส้นทางเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย ส่วนสหราชอาณาจักร ผู้ถือ Short-term Study Visa หรือ Standard Visitor Visa ไม่มีสิทธิ์ทำงาน ขณะที่มาเลเซียไม่อนุญาตให้นักเรียนของ Language Centre ทำงานพาร์ทไทม์
ในทางตรงกันข้าม ออสเตรเลียอาจให้สิทธิ์ทำงานแก่นักเรียน ELICOS ที่ถือ Student Visa และมีเงื่อนไขทำงานบนวีซ่า ส่วนนิวซีแลนด์อาจให้สิทธิ์แก่นักเรียนภาษาเมื่อระยะเวลาหลักสูตรและสถาบันเข้าเกณฑ์ที่ Immigration New Zealand กำหนด
ดังนั้น ก่อนเลือก English Pathway ควรตรวจสอบว่าสิทธิ์ทำงานเริ่มตั้งแต่ช่วงเรียนภาษา หรือจะเริ่มได้หลังจากเข้าสู่หลักสูตรหลักแล้ว และต้องยึดเงื่อนไขบนวีซ่าของผู้เรียนแต่ละคนเป็นสำคัญ
ถ้าทำงานเกินชั่วโมงที่กำหนด จะเกิดอะไรขึ้น?
แทบทุกประเทศที่สำรวจถือว่าการทำงานเกินชั่วโมงที่กำหนดเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขวีซ่าอย่างร้ายแรง ผลที่ตามมาโดยทั่วไปคือ วีซ่าอาจถูกยกเลิก นักเรียนอาจถูกสั่งให้ออกจากประเทศ และอาจมีผลกระทบต่อการขอวีซ่าประเทศนั้นหรือประเทศอื่นในอนาคตด้วย นักเรียนจึงควรบันทึกชั่วโมงทำงานของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ไม่พึ่งพาความจำอย่างเดียว
นักเรียนอายุต่ำกว่า 18 ปี มีสิทธิ์ทำงานเหมือนผู้ใหญ่ไหม?
ไม่เหมือนกัน หลายประเทศมีเงื่อนไขอายุขั้นต่ำและข้อกำหนดพิเศษสำหรับผู้เยาว์ ที่นิวซีแลนด์ นักเรียนมัธยม Year 12-13 ต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไปและต้องมีหนังสือยินยอมจากทั้งโรงเรียนและผู้ปกครองก่อนจึงจะทำงานได้ ที่สิงคโปร์กำหนดอายุขั้นต่ำ 14 ปีสำหรับการทำงานช่วงปิดเทอม ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอายุต่ำกว่า 18 ปีควรตรวจสอบเงื่อนไขเฉพาะสำหรับผู้เยาว์ของแต่ละประเทศเพิ่มเติม เพราะมักมีรายละเอียดที่ต่างจากนักเรียนผู้ใหญ่
รายได้จากงานพาร์ทไทม์เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดไหม?
โดยทั่วไปแล้วไม่เพียงพอในเกือบทุกประเทศ แม้แต่ในประเทศที่ให้สิทธิ์ทำงานกว้างที่สุดอย่างออสเตรเลีย รายได้จากงานพาร์ทไทม์ก็ยังถือเป็นรายได้เสริมเท่านั้น ไม่ใช่แหล่งเงินทุนหลักสำหรับค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือญี่ปุ่น ซึ่งหน่วยงานราชการ JASSO ระบุตรงไปตรงมาว่ารายได้เฉลี่ยจากงานพาร์ทไทม์ไม่เพียงพอครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด และเตือนนักเรียนไม่ให้วางแผนการเงินโดยพึ่งพารายได้นี้เพียงอย่างเดียว เดอะเบสท์แนะนำให้ผู้ปกครองเตรียมงบประมาณเต็มจำนวนไว้ตั้งแต่ต้น แล้วมองรายได้จากการทำงานเป็นเพียงเงินเสริมสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวเท่านั้น
มีประเทศไหนที่ห้ามทำงานเด็ดขาดไม่มีข้อยกเว้นเลยไหม?
สหราชอาณาจักรสำหรับผู้ถือ Short-term Study Visa เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เพราะกฎหมายระบุห้ามทำงานทุกรูปแบบรวมถึงงานไม่มีค่าจ้างด้วย ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนมาเลเซียสำหรับนักเรียน Language Centre และฟิลิปปินส์สำหรับนักเรียน SSP ก็มีลักษณะใกล้เคียงกันมาก คือแทบไม่มีช่องทางที่จะทำงานได้อย่างถูกกฎหมายเลยในทางปฏิบัติ แม้ในทางทฤษฎีจะมีช่องทางขอใบอนุญาตพิเศษอยู่บ้างก็ตาม
ติดต่อเดอะเบสท์เพื่อสอบถามข้อมูลการเรียนต่อต่างประเทศเพิ่มเติม
เดอะเบสท์ เป็นศูนย์บริการให้คำปรึกษาเรียนต่อต่างประเทศครบวงจร เราเป็นตัวแทนที่ให้บริการแนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และ ประเทศอื่นๆ อีก 25 ประเทศทั่วโลก เรายินดีให้ความช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มสมัครเรียน จนสำเร็จการศึกษา รวมถึงดูแลนักเรียนระหว่างเรียนจนนักเรียนเรียนจบด้วยทีมผู้เชียวชาญในด้านการเรียนต่อต่างประเทศ ที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ขั้นตอนเหล่านี้เราดำเนินการให้ฟรี และเราพร้อมที่จะทำตามคุณภาพ และมาตรฐานดังสโลแกนที่ว่า “We are Quality”
บริการของเรามีอะไรบ้าง ?
- ฟรี!! บริการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเรียนต่อต่างประเทศทุกระดับชั้นทั่วโลก ตั้งแต่ โรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม สถาบันวิชาชีพ และสถาบันในระดับอุดมศึกษา รวมถึงหลักสูตรภาษาต่างประเทศ และเลือกสถาบันที่ดีที่สุดให้กับผู้เรียน
- เราให้ความช่วยเหลือตั้งแต่การประสานงานโรงเรียน เลือกโรงเรียนให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้เรียน เตรียมเอกสารสมัครเรียน และดำเนินเรื่องสมัครเรียนให้ฟรี
- บริการเตรียมเอกสารยื่นวีซ่าครบวงจร และบริการยื่นวีซ่ากว่า 25 ประเทศทั่วโลก พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าอย่างตรงจุด และแนะนำวิธีการเตรียมตัวในการสัมภาษณ์วีซ่า
- บริการแปลเอกสาร ภาษาไทย – ภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาอังกฤษ – ภาษาไทย รวมถึงภาษาที่ 3 เริ่มต้นเพียงแผ่นละ 200 บาท
- เดอะเบสท์ เป็นตัวแทนรับสมัครสอบ IELTS IDP อย่างเป็นทางการ พร้อมให้คำแนะนำ และนัดวันสอบให้โดยน้องๆ ไม่ต้องเสียเวลาสมัครเอง สมัครสอบได้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
[คลิกเพื่อสมัครสอบ IELTS] - บริการซื้อประกันภัยการเดินทางและประกันสุขภาพนักเรียนต่างชาติ จากบริษัทประกันชั้นนำ MSIG, Allianz, Bupa, NIB, Orbit และอื่นๆ [คลิกเพื่อซื้อประกัน]
- บริการจองตั๋วเครื่องบิน ทุกสายการบิน และประสานงานกับสถาบันเกี่ยวกับรถรับ – ส่ง สนามบิน
- บริการจัดหาที่พักทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นโฮมสเตย์ อพาร์ทเม้น หรือหอพักนักศึกษา จัดหาให้ตามความต้องการส่วนบุคคล
“เรายินดีที่จะดูแลนักเรียนทุกคน ตั้งแต่เริ่มต้นจนนักเรียนสำเร็จการศึกษา และทำให้การเรียนต่อของคุณเป็นเรื่องง่าย ” สอบถามข้อมูลการบริการเพิ่มเติมติดต่อ
โทร : 090-327 3558, 088-269 5099
Email :contact@thebest-edu.com
Line : @thebestedu หรือคลิกเพิ่มเพื่อนด้านล่างได้เลยค่ะ