Associate Degree คืออะไร?


Associate Degree คือวุฒิการศึกษาระดับอนุปริญญา เปิดสอนในวิทยาลัย หรือ College เป็นส่วนใหญ่ เช่น วิทยาลัยชุมชน Community Colleges, วิทยาลัยจูเนียร์ Junior Colleges, วิทยาลัยเทคนิค Technical Colleges, วิทยาลัยในเครือของมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ในมหาวิทยาลัยบางแห่ง ก็เปิดสอนหลักสูตร Associate Degree ด้วย โดยปกติใช้เวลาการศึกษาเพียง 2 ปีในการสำเร็จการศึกษา 

วุฒิอนุปริญญา Associate Degree และปริญญาตรี Bachelor Degree เป็นวุฒิที่อยู่ในระดับเดียวกันคือ Undergraduate ซึ่งวุฒิ Associate Degree เป็นส่วนหนึ่งของ Bachelor Degree เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็เทียบเท่ากับว่าผ่านการเรียนในระดับปริญญาตรีมาบ้างแล้ว จึงสามารถเทียบโอนหน่วยกิตรายวิชาที่มีความคล้ายคลึงกันในสาขาวิชาเดียวกันได้โดยส่วนใหญ่แล้วจะเทียบโอนได้ประมาณ 60 หน่วยกิต หรือ 2 ปีการศึกษา จึงทำให้สามารถเริ่มเรียนในชั้นปีที่ 3 – 4 ในระดับปริญญาตรีได้เลย เท่ากับว่า เรียน Associate Degree 2 ปี แล้วเข้าเรียนต่อ Bachelor Degree อีก 2 ปี ตามที่หลายๆ คนรู้จักในชื่อหลักสูตร 2+2 University Transfer Program

นอกจากนี้ วุฒิอนุปริญญา Associate Degree สามารถเริ่มเรียนได้หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เช่นเดียวกับวุฒิปริญญาตรี Bachelor Degree แต่ข้อกำหนด และเงื่อนไขการรับเข้าเรียนจะยืดหยุ่นกว่ามาก ไม่ต้องสอบ SAT, ACT บางวิทยาลัยเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่เกรดเฉลี่ยนไม่ถึงเกณฑ์เข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรี มีเวลาทำเกรดเฉลี่ยในระดับ Associate Degree ก่อนเข้าเรียนในระดับปริญญาตรี Bachelor Degree และมีโอกาสขอทุนการศึกษาด้วย ซึ่งบางมหาวิทยาลัยมีทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษา Transfer Program โดยเฉพาะ

หรือบางคนอาจใช้หลักสูตร Associate Degree เพื่อเป็นใบเบิกทางในการทำงานในสหรัฐอเมริกาได้เลย ซึ่งบริษัทชั้นนำ อุตสาหกรรมทุกแห่ง ยอมรับนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาวุฒิ Associate Degree ทั้งในสหรัฐอเมริกา และทั่วโลก

รู้หรือไม่? ยังเรียนไม่จบ ม.ปลาย ก็สามารถเข้าเรียน Associate Degree ผ่านโปรแกรม International High School Completion ได้

นักเรียนที่เรียนมีวุฒิการศึกษาระดับชั้น Year 9 และ Year 10 หรือยังเรียนไม่จบมัธยมปลาย หากต้องการข้ามการเรียนในระดับมัธยม และเข้าเรียนหลักสูตร Associate Degree ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยเข้าเรียนผ่านโปรแกรม International High School Completion  ซึ่งเป็นโปรแกรมพิเศษที่เปิดสอนเฉพาะรัฐวอชิงตันเท่านั้น โดยนักเรียนจะได้เรียนหลักสูตร Associate Degree ในขณะเดียวกัน ก็สามารถเก็บหน่วยกิตวิชาการของมัธยมปลายไปด้วย และเมื่อเรียนจบแล้ว นักเรียนจะได้รับวุฒิมัธยมปลาย High School Diploma และวุฒิอนุปริญญา Associate Degree ซึ่งสามารถเทียบโอนหน่วยกิตเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 และ 4 ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งหลักสูตรนี้ทำให้นักเรียนสามารถเรียนจบปริญญาตรีด้วยอายุเพียง 20 ปีเท่านั้น เรียนปริญญาตรีอเมริกา | แนะนำทางลัดเรียนจบป.ตรี ก่อนอายุ 20 กับโครงการ INTERNATIONAL HIGH SCHOOL COMPLETION | สมัครได้ตั้งแต่อายุ 16 ปี ไม่ใช้ GED ไม่ต้องจบ ม.ปลาย | วางแผนเรียนต่อต่างประเทศ อยากประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย เรียนจบเร็ว พร้อมทำงาน ต้องไม่พลาดโครงการนี้

ทำไมต้องเรียน Associate Degree

  • มีสาขาที่เปิดสอนมีหลากหลาย เช่น STEMAccounting, BusinessAviationNursing, Justice, Culinary Arts, Early Childhood, EconomicsComputer Sciences, Psychology, Liberal Arts, Mechanic, Construction, Maintenance, Utilities, Cosmetology, Design & Media Arts, Health, Education, Pharmacy, Dental, Hygiene, Theatre, Guidance and Counselling, Humanities, Engineering and Automotive, Life Sciences and Technology, Agriculture, Drama, Kinesiology, Arts and Communication, Film, Transportation Technology, Entrepreneurship, Music และ Performing เป็นต้น 
  • ค่าธรรมเนียมการศึกษาไม่สูง ประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า – หลักสูตร Associate Degree ส่วนใหญ่เปิดสอนใน Community College ซึ่งเป็นวิทยาลัยรัฐบาลที่เปิดสอนและค่าใช้จ่ายถูกกว่าการเรียนในระดับปริญญาตรี ในมหาวิทยาลัย University มากกว่า 50 – 70% หากวางแผนเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรี 4 ปีและอยากประหยัดค่าใช้จ่าย การเข้าเรียน Associate Degree ใน Community College ก่อน ก็เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย 2 ปีแรก ในมหาวิทยาลัยได้มากกว่า $20,000
  • เงื่อนไขการรับเข้าเรียนยืดหยุ่น – การรับเข้าเรียนหลักสูตร Assocaite Degree มีความยืดหยุ่นมากกว่า เพียงแค่อายุถึงเกณฑ์ที่กำหนดส่วนใหญ่ 17 ปีขึ้นไป มีประกาศนียบัตรระดับมัธยมปลายหรือ GED ไม่จำเป็นต้องมีผลการเรียนที่ดีซึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ที่อยากเพิ่มเกรดเฉลี่ย ก่อนเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรี หากผลการเรียนในระดับมัธยมปลายยังไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ นอกจากนี้แม้คะแนนภาษาอังกฤษไม่สูงมากก็เรียนได้ เนื่องจากหลาย Community College หลายแห่ง มีคอร์สภาษาอังกฤษเปิดสอนหรือมีโปรแกรมเรียนอังกฤษเสริมให้นักเรียนต่างชาติที่ทักษะภาษาอังกฤษยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด เรียนเพื่อปรับพื้นฐานและพัฒนาภาษาอังกฤษระหว่างเรียนวิชาหลักไปด้วยได้
  • มีโอกาสเพิ่มเกรดหรือ GPA ให้สูงขึ้น นักเรียนที่ต้องการเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยรัฐบาลที่สหรัฐอเมริกาต้องพบเจอกับการแข่งขันที่สูง และต้องถูกเปรียบเทียบเกรดหรือ GPA กับผู้สมัครคนอื่น หากมีคนที่มีคุณสมบัติดีกว่าเราสมัครแข่งขันกับเรามาก โอกาสที่จะได้รับการตอบรับเข้าเรียนต่อปี 1 ในมหาวิทยาลัยก็อาจน้อยลง แต่นักเรียนยังสามารถมีสิทธิ์แก้ไขเกรดเฉลี่ยของตัวเองได้อยู่ ด้วยการเรียนปีที่ 1 และ 2 ใน Community College และจากนั้นทำการสมัครเรียนและโอนหน่วยกิตไปเรียนต่อในปีที่ 3 ในมหาวิทยาลัยซึ่งมีสิทธิ์ได้รับการตอบรับสูงกว่าสมัครเรียนในปี 1 เนื่องจากมีคู่แข่งที่น้อยกว่าด้วย
  • สามารถโอนย้ายไปเรียนยังในสถาบันการศึกษา 4 ปี ต่อได้ง่ายขึ้น – สถาบันการศึกษาหลายแห่งที่เปิดสอนหลักสูตร Associate Degree มีการรับประกันการเทียบโอนหน่วยกิตเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี 4 ปี และสำหรับนักศึกษาที่มีผลการเรียนดี มีโอกาสขอทุนการศึกษาด้วย และหลายๆ มหาวิทยาลัยมีทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษา Transfer Credit โดยตรง
  • สามารถปรับตัวเข้ากับชั้นเรียน สังคม และวัฒนธรรมได้ง่ายกว่า – การเรียนในมหาวิทยาลัยโดยทั่วไป อาจมีนักศึกษาในชั้นเรียนมากกว่า 300 คน และส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกันเกือบทั้งหมด ซึ่งจะแตกต่างจาก Community College ซึ่งมีขนาดชั้นเรียนที่เล็กกว่า และเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับนักศึกษาต่างชาติ ที่ต้องการการปรับตัวเข้ากับสังคม และวัฒนธรรมใหม่ๆ นอกจากนี้ อาจารย์ผู้สอน ยังมีดูแลเอาใจใส่นักศึกษารายบุคคล เนื่องจากชั้นเรียนที่มีขนาดเล็ก จึงทำให้การดูแลได้อย่างทั่วถึง และนักศึกษามีปฏิสัมพันธ์กันในชั้นเรียนมากกว่า
  • เป็นใบเบิกทางสู่การทำงานได้อย่างรวดเร็ว – หลักสูตร Associate of Applied Science เป็นการเรียนที่เน้นการปฏิบัติ และเพิ่มโอกาสในการทำงานหลังเรียนจบที่สหรัฐอเมริกา

หลักสูตร Associate Degree มีกี่ประเภท อะไรบ้าง?

Associate Degree มีทั้งหมด 3 ประเภท คือ 

  1. Associate of Arts (A.A.) เป็นหลักสูตรที่ครอบคลุมสาขาวิชาศิลปศาสตร์ทั้งหมด เช่น มนุษยศาสตร์ Humanities, สังคมศึกษา Sociology, การสื่อสาร Communication, และภาษาอังกฤษ English Study โดยทั่วไปแล้วเป็นหลักสูตรเพื่อเทียบโอนหน่วยกิตเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีศิลปศาสตร์บัณฑิตโดยตรง Bachelor of Arts (B.A.)
  2. Associate of Science (A.S.) เป็นหลักสูตรที่ครอบคลุมสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั้งหมด เช่น ฟิสิกส์ Physics, เคมี Chemical, ชีววิทยา Biology, พยาบาล Nursing, วิศวกรรมศาสตร์ Engineering, สถาปัตยกรรมศาสตร์ Architecture, เกษตรศาสตร์ Agriculture การบัญชี Accounting, การบริหารธุรกิจและการจัดการ Business and Administration, และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร Information Communication and Technology (ICT) โดยทั่วไปแล้วเป็นหลักสูตรเพื่อเทียบโอนหน่วยกิตเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีวิทยาศาสตร์บัณฑิตโดยตรง Bachelor of Science (B.S.)
  3. Associate of Applied Science (A.A.S.) หรืออนุปริญญาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ การเรียนการสอนจะเน้นทักษะการปฏิบัติงาน การทำงานในห้องแลปหรือหรือบริษัทอุตสาหกรรมจริง เช่น การบริการสุขภาพ Healthcare, การดูแลเด็ก Childcare, การดูแลผู้สูงวัย Aged Care, การก่อสร้าง Construction, เทคโนโลยีทันตกรรม Dental Technology, ยานต์ยน Automotive, การออกแบบกราฟิก Graphic Design, คหกรรม Commercial Cookery โดยทั่วไปแล้ว วุฒิการศึกษา A.A.S ไม่สามารถเทียบโอนหน่วยกิตเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรี แต่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำงานหลังเรียนจบมากกว่า

โดยทั้ง 3 วุฒิการศึกษา เป็นการศึกษาในระดับ Associate Degree 2 ปีเช่นเดียวกัน แต่มีความแตกต่างกันในวัตถุประสงค์ สำหรับ A.A. และ A.S. เป็นการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่การเรียนในระดับปริญญาตรี ส่วน A.A.S. เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ที่ต้องการนำไปใช้กับการทำงานมากกว่า ซึ่งรูปแบบการเรียนการสอนก็จะแตกต่างกัน เช่น นักศึกษาที่เรียนในสาขา A.A. และ A.S. จะต้องเรียนในชั้นเรียนบรรยายและวิชาการศึกษาทั่วไป เพื่อนำไปเทียบโอนหน่วยกิตเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีภายหลัง ในขณะเดียวกัน นักศึกษาที่เรียนในสาขาวิชา A.A.S. จะเน้นการปฏิบัติ และใช้เวลาอยู่ในห้องปฏิบัติการ หรือสถานที่ทำงานจริงมากกว่า เช่น นักศึกษาด้านรังสีวิทยา Radiologic Technologist จะใช้เวลาในห้องปฏิบัติการการฉายรังสี และทำงานภาคสนามในคลินิกที่อยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานจริงมากกว่า

หลักสูตร Associate Degree เหมาะกับใคร?

  1. ผู้ที่ต้องการเรียนต่ออเมริกาในระดับปริญญาตรี แต่คุณสมบัติไม่ถึงเกณฑ์ เกณฑ์การรับเข้าเรียนในระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยทั้งรัฐบาลและเอกชน อยู่ในเกณฑ์ที่สูง เช่น เกรดเฉลี่ย ไม่ต่ำกว่า 3.5 ต้องมีคะแนนภาษาอังกฤษ IELTS 6.0 โดยทุกแบนด์ไม่ต่ำกว่า 5.5 และต้องมีคะแนนอื่นๆ เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย เช่น SAT, ACT ฯลฯ ดังนั้น หลักสูตร Associate Degree เป็นหลักสูตรที่เป็นเป็นสะพานเชื่อมสำหรับเข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรี เนื่องจาก เกณฑ์การรับเข้าเรียนไม่สูง นอกจากนี้ หากยังไม่มีคะแนน IELTS บางสถาบันมีเปิดสอนหลักสูตรภาษาอังกฤษควบคู่กับหลักสูตร Associate Degree ด้วย
  2. ผู้ที่ต้องการเรียนต่ออเมริกาในระดับปริญญาตรี แต่อยากประหยัดค่าใช้จ่าย หลักสูตร Associate Degree มีค่าใช้จ่ายเพียง $8,500 – $12,000 ถูกกว่าค่าใช้จ่ายในการเรียนมหาวิทยาลัย 50 – 70% เมื่อสำเร็จการศึกษา สามารถเทียบโอนหน่วยกิตเข้าเรียนชั้นปีที่ 3 ในระดับมหาวิทยาลัยได้เลย ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจ่าย 2 ปีแรก ในมหาวิทยาลัยได้มากกว่า $20,000
  3. ผู้ที่ต้องการค้นหาตัวเอง ยังไม่มั่นใจในสายงานอาชีพหลังเรียนจบ หลักสูตร Associate Degree ใช้ระยะเวลาเรียนเพียง 2 ปี และหลังจากเรียนจบ ผู้เรียนสามารถทำงานหลังเรียนจบเพื่อค้นหาตัวเอง ก่อนที่จะเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีอีก 2 ปี ซึ่งวิธีนี้ นอกจากจะได้ประสบการณ์การทำงานแล้ว ยังสามารถใช้ชีวิตในอเมริกาได้มากกว่าหลักสูตรปกติอีกด้วย 
  4. ผู้ที่ต้องการมุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติงาน เพื่อทำงานในอเมริกา หลักสูตร Associate of Applied Science เป็นหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนาทักษะการทำงานโดยตรง ซึ่งผู้เรียนสามารถทำงานหลังเรียนจบได้เลย นอกจากนี้ หลักสูตร Associate of Arts หรือ Associate of Science ก็สามารถทำงานหลังเรียนจบได้เช่นเดียวกัน ผู้เรียนสามารถขอ CPT หรือ OPT เพื่อทำงานหลังเรียนจบได้ ก่อนที่จะเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรี

หลักสูตร Associate Degree เปิดสอนที่ไหนบ้าง?

Associate Degree เปิดสอนในวิทยาลัย หรือ College เป็นส่วนใหญ่ เช่น วิทยาลัยชุมชน Community Colleges ซึ่งเป็นวิทยาลัยรัฐบาล ปัจจุบันมีทั้งหมด 942 แห่ง ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา ข้อดีของ Community College คือ ค่าใช้จ่ายไม่สูง เป็นวิทยาลัยของรัฐบาลที่เปิดโอกาสให้กับนักศึกษาต่างชาติ และมีพาร์ทเนอร์ร่วมกับมหาวิทยาลัยรัฐบาลด้วย

แนะนำ Community College ที่เปิดสอนหลักสูตร Associate Degree

Tacoma Community College รัฐวอชิงตัน

หรือ TCC เป็นวิทยาลัยชุมชนในเมืองทาโคมา เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสอง รองจาก Seattle รัฐวอชิงตัน ก่อตั้งขึ้นในปี 1965 ได้รับการรับรองโดย Northwest Commission on Colleges and Universities (NWCCU) เปิดสอนหลักสูตร Associate Degree และ Certificate ที่ได้รับการยอมรับกว่า 43 หลักสูตร และหลักสูตรระดับปริญญาตรีอีก 3 หลักสูตร ได้แก่ Health Information management, Community Heath และ Applied Management สร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพมาแล้วกว่า 5 แสนคน

คลิก เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

Santa Monica College รัฐแคลิฟอร์เนีย

วิทยาลัยชุมชนสาธารณะในซานตาโมนิกาแคลิฟอร์เนีย เป็นหนึ่งในวิทยาลัยไม่กี่แห่งที่มีการโอนย้ายหน่วยกิตไปยังมหาวิทยาลัย University of California และ California State University, Sacramento และอื่นๆ 

คลิก เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

Los Angeles City College (LACC) รัฐแคลิฟอร์เนีย

เป็นวิทยาลัยชุมชนที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองลอสแอนเจลิส มีเนื้อที่ทั้งหมด 49 เอเคอร์ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ประกอบด้วยห้องเรียนทันสมัย ห้องสมุด ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ รวมถึงศูนย์สุขภาพ โรงยิม สนามกีฬา โรงละคร และสตูดิโอถ่ายภาพนิ่ง ภาพยนตร์ เปิดสอนหลักสูตรวิชาชีพ Certificate และ Associate Degree มากกว่า 100 หลักสูตร ปัจจุบันมีนักศึกษาต่างชาติกว่า 18,000 คน นอกจากนี้ สถาบัน Los Angeles City College ยังมีความหลากหลายทางเชื้อชาติมากที่สุด

คลิก เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

Seattle Colleges รัฐวอชิงตัน

วิทยาลัยที่ในซีแอทเทิล ประกอบด้วย Seattle Central College, North Seattle College และ South Seattle College สามารถเทียบโอนหน่วยกิตเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น University of Washington, Seattle University, Columbia University และอื่นๆ 

คลิก เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

Lake Washington Institute of Technology (LWTech) รัฐวอชิงตัน

เป็นสถาบันเทคโนโลยีรัฐบาลในเคิร์กแลนด์ รัฐวอชิงตัน ก่อตั้งขึ้นในปี 1949 เป็นสมาชิกของ Washington State Board for Community and Technical Colleges เปิดสอนหลักสูตรตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ อนุปริญญา และปริญญาตรีที่ครอบคลุมเกือบทุกหลักสูตร นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรม International High School Completion ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับนักศึกษาที่อายุระหว่าง 16 – 20 ปี ยังไม่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แต่มีคุณสมบัติเข้าเรียนต่อหลักสูตร Associate Degree โปรแกรมนี้จะข้ามการเรียนหลักสูตรมัธยมปลายและเข้าเรียนต่อหลักสูตรอนุปริญญาได้เลย และเมื่อสำเร็จการศึกษา จะได้วุฒิ Associate Degree และ High School Diploma ด้วย

คลิก เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

Shoreline Community College รัฐวอชิงตัน

วิทยาลัยชุมชนสาธารณะใน Shoreline รัฐวอชิงตัน ตั้งอยู่ในเขตที่อยู่อาศัยทางตะวันออกของ Shoreview Park วิทยาลัยแห่งนี้มีพื้นที่มากกว่า 80 เอเคอร์ มีมหาวิทยาลัยที่เป็นพาร์ทเนอร์ การันตีการเทียบโอนหน่วยกิตหลายแห่ง เช่น Arizona State University, Kent State University, San Francisco State University, Seattle University, University of Kentucky, University of Missouri, University of Oregon และอื่นๆ

คลิก เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

Community College of Spokane รัฐวอชิงตัน

วิทยาลัยชุมชนที่ประกอบด้วย 2 วิทยาเขต คือ Spokane Community College และ Spokane Fall Community College ตั้งอยู่ในเมืองวอชิงตัน สามารถเทียบโอนหน่วยกิตเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น Brigham Young University, University of Idaho, University of Washington และอื่นๆ  

คลิก เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

Mission College (MC)  รัฐแคลิฟอร์เนีย

เป็นวิทยาลัยในเมือง Santa Clara รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นส่วนหนึ่งของ The West Valley–Mission Community College District โดยเปิดทำการเรียนการสอนครั้งแรกในปี 1975 เรื่อยมา ปัจจุบันวิทยาลัยได้เติบโตและขยายตัวมากขึ้น เปิดให้บริการการศึกษาในหลากหลายหลักสูตรทั้งอนุปริญญา (Associate Degree) การเทียบโอน (Associate Degree for Transfer) หรือหลักสูตรใบประกอบวิชาชีพ (Certificate) ซึ่งสามารถใช้รับรองในการเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย หรือการเข้าทำงานในสายอาชีพต่างๆ ได้ โดยทางวิทยาลัยมีความพร้อมในการให้บริการแก่ผู้ที่สนใจ ทั้งระบบการสอนที่มีคุณภาพ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อยอำนวย มีพื้นที่อำนวยความสะดวกและทันสมัยที่ตอบสนองความต้องการของนักศึกษาได้ เช่น เซ็นทรัลพลาซ่า โรงละคร ศูนย์ STEM และอาคาร Business Technology เป็นต้น

คลิก เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

Pierce College รัฐวอชิงตัน

วิทยาลัยชุมชนในเมือง Pierce County รัฐวอชิงตัน ก่อตั้งขึ้นในปี 1967 ได้รับการจัดอันดับให้เป็น Top 5 of Community Colleges ในสหรัฐอเมริกา มีชื่อเสียงในระดับประเทศด้านความเป็นเลิศทางวิชาการและความสำเร็จของนักศึกษา เป็นวิทยาลัยที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานรัฐบาลและหน่วยงานการศึกษาอื่นๆ เปิดการเรียนการสอนในระดับอนุปริญญา Associate Degree ปริญญาตรี Bachelor Degree และประกาศนียบัตรวิชาชีพ Certificate รวมถึงหลักสูตรระยะสั้นและหลักสูตรอื่นๆอีกมากมาย เพื่อช่วยให้นักศึกษาได้บรรลุเป้าหมายการศึกษาและในหน้าที่การงาน

คลิก เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

การเทียบโอนจากอนุปริญญา Associate Degree เป็นปริญญาตรี Bachelor Degree

หลักสูตรปริญญาตรีที่อเมริกา สามารถสำเร็จการศึกษาได้ในระยะเวลา 4 ปี แต่แทนที่จะใช้เวลาทั้งหมด 4 ปี ในมหาวิทยาลัย นักศึกษาสามารถเลือกเรียนหลักสูตร 2+2 University Transfer System เพื่อใช้ระยะเวลา 2 ปีแรก ในวิทยาลัย เพื่อสำเร็จการศึกษาในระดับ Associate Degree หลังจากนั้นเทียบโอนหน่วยกิตเข้าเรียนมหาวิทยาลัยอีก 2 ปี ที่เหลือ เพื่อสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี Bachelor Degree ซึ่งวิธีนี้จะทำให้นักศึกษามีความพร้อมสำหรับการเรียนต่อในระดับปริญญาตรี ประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย

คลิก เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร 2+2 University Transfer System ระบบการศึกษาคุณภาพสูง และช่วยให้คุณประหยัดงบประมาณ ในการเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา

ขั้นตอนการเทียบโอนหน่วยกิตจากอนุปริญญา Associate Degree เป็นปริญญาตรี Bachelor Degree นั้นง่ายมาก ตราบใดที่หน่วยกิตในสาขาวิชาที่เรียน มีความเกี่ยวข้องกับหลักสูตรที่จะเทียบโอนต่อในมหาวิทยาลัย ก็สามารถเทียบโอนได้เลย ซึ่งสามารถเทียบโอนหน่วยกิตได้สูงสุด 60 หน่วยกิต จาก 120 หน่วยกิต หรือ 2 ปีการศึกษา 

VDO อธิบายรายละเอียดของโปรแกรม 2+2 University Transfer แบบเข้าใจง่ายๆ

รายชื่อมหาวิทยาลัยบางส่วน ที่เปิดรับนักศึกษาเทียบโอนหน่วยกิตของสถาบัน Seattle Colleges

หลักสูตรอนุปริญญา Associate Degree และ หลักสูตรปริญญาตรี Bachelor Degree แตกต่างกันอย่างไร?

โดยทั่วไปแล้ว ทั้งหลักสูตรอนุปริญญา Associate Degree และปริญญาตรี Bachelor Degree ถูกจัดให้เป็นวุฒิที่อยู่ในระดับเดียวกันคือ Undergraduate ซึ่งวุฒิ Associate Degree เป็นส่วนหนึ่งของ Bachelor Degree แต่ก็มีข้อแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ดังนี้

1. ระยะเวลาในการเรียน

โดยปกติแล้ว ระยะเวลาในการเรียนหลักสูตร Associate Degree: 2 ปี หรือ 4 เทอม (60 หน่วยกิต ซึ่งหมายความว่า แต่ละเทอม จะต้องลงทะเบียนอย่างน้อย 15 หน่วยกิต) ส่วนระยะเวลาในการเรียนหลักสูตร Bachelor Degree อยู่ที่ 4 ปี หรือ 8 เทอม (120 หน่วยกิต) หลังสำเร็จการศึกษาหลักสูตรอนุปริญญา Associate Degree นักศึกษาจะสามารถเทียบโอนหน่วยกิตเข้าเรียนในระดับปริญญาตรี Bachelor Degree โดยสามารถเทียบโอนเข้าชั้นปีที่ 3 ได้ด้วยโปรแกรม 2+2 University Transfer ซึ่งหมายความว่า ผู้เรียนสามารถเข้าเรียนหลักสูตรอนุปริญญา Associate Degree 2 ปี และเทียบโอนหน่วยกิตเข้าเรียนต่อหลักสูตปริญญาตรี Bachelor Degree ชั้นปีที่ 3 และ 4 ได้เลย ซึ่งก็สำเร็จการศึกษาเท่ากับผู้ที่เรียนปริญญาตรี 4 ปี

2. ค่าใช้จ่ายในการเรียน

ค่าใช้จ่ายสำหรับเรียน Associate Degree ใน Community College ถูกกว่า Bachelor Degree ใน University 50 – 70% เลยทีเดียว เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่อยากเรียนต่อปริญญาตรีที่อเมริกา แต่อยากประหยัดค่าใช้จ่าย และถึงแม้ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่า แต่คุณภาพไม่ได้ต่ำลงแม้แต่นิดเดียว การเรียนการสอนใช้หลักสูตรเดียวกันกับระดับปริญญาตรี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่าย การเรียนใน Community Colleges มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าอย่างมาก 

ตัวอย่างค่าใช้จ่ายหลักสูตร Associate Degree ของสถาบัน Mission College

รายการ

 ค่าใช้จ่าย 1 เทอมการศึกษา (4 เดือน) ค่าใช้จ่าย 1 ปีการศึกษา (9 เดือน)

ค่าเทอม Tuition Fee

 $5,040 $10,080

ค่าสมัครเรียน Application Fee

$100 $100

ค่าประกันสุขภาพ Health Insurance

 $448 $1,008

รวมค่าใช้จ่าย

$5,588
(ประมาณ 184,400 บาท)

$11,188
(ประมาณ 369,200 บาท)

หมายเหตุ:

  • คำนวณอัตราแลกเปลี่ยน $1 มีค่า 33 บาท
  • ค่าใช้จ่ายข้างต้นเป็นการประมาณการณ์ค่าใช้จ่ายเท่านั้น ค่าใช้จ่ายจริงจะจ่ายเป็นรายเทอม ตามหน่วยกิตที่ได้ลงทะเบียนเรียน

3. คุณสมบัติการรับเข้าเรียน

การเข้าศึกษาสำหรับหลักสูตร Associate Degree มีการแข่งขันน้อยกว่า Bachelor Degree และข้อกำหนด และเงื่อนไขการรับเข้าเรียนยืดหยุ่นกว่า เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์การรับเข้าเรียนในระดับปริญญาตรี อาจจะเนื่องด้วยเกรดเฉลี่ย หรือผลคะแนนภาษาอังกฤษ ผลคะแนนสอบ SAT, ACT ฯลฯ โดยคุณสมบัติการรับเข้าเรียนหลักสูตร Associate Degree จะยืดหยุ่นและเปิดโอกาสมากกว่า เช่น

ในการสมัครเข้าเรียน Community College ส่วนใหญ่แล้ว จะรับนักศึกษาอายุ 17 – 18 ปี ที่สำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เกรดเฉลี่ย GPA 2.00+ (บางวิทยาลัยไม่พิจารณาเกรดเฉลี่ย) หรือ ประกาศนียบัตรมัธยมนานาชาติ เช่น IB Diploma , A/AS-Level, NCEA หรือประกาศนียบัตรมัธยมนานาชาติที่ได้รับการยอมรับ นอกจากนี้ยังยอมรับวุฒิการศึกษาอื่นด้วย เช่น

  • ประกาศนียบัตร GED
  • ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปวช. ปวศ.
  • การศึกษานอกระบบ กศน.

คุณสมบัติทางภาษาอังกฤษ จะแตกต่างกันไปแต่ละวิทยาลัย โดยเบื้องต้น ผู้สมัคร สามารถเตรียมตัวสอบภาษาอังกฤษอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

  • TOEFL iBT: 71+
  • หรือ IELTS: 6.0+
  • หรือ iTEP: 4.5+
  • หรือ PTE: 54+
  • หรือ Duolingo: 55+
  • หมายเหตุ: สำหรับผู้สมัครต่างชาติ ที่ยังไม่มีคะแนนภาษาอังกฤษ หรือทักษะภาษาอังกฤษยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ทาง Community College ยังมีโปรแกรมสอนภาษาอังกฤษสำหรับชาวต่างชาติ ESL เพื่อช่วยพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษให้พร้อมสำหรับเข้าเรียนต่ออีกด้วย

4. เมื่อเรียนจบ ได้วุฒิปริญญาตรีใบเดียวกัน

ไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วยหลักสูตร Associate Degree 2 ปี แล้วต่อด้วย Bachelor Degree 2 ปี หรือเริ่มต้นด้วย Bachelor Degree 4 ปี เมื่อสำเร็จการศึกษา ก็จะได้วุฒิการศึกษาปริญญาตรีใบเดียวกัน

5. โอกาสการหลังจากเรียนจบหลากหลาย

  • เรียนต่อในระดับปริญญาตรี หากสำเร็จหลักสูตร Associate Degree (A.A. และ A.S.) สามารถเทียบโอนหน่วยกิตเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้ นอกจากนี้ในแต่ละ Community College จะมีบริการให้คำปรึกษา มีบริการช่วยเหลือเกี่ยวกับการยื่นใบสมัครเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยในการโอนหน่วยกิตด้วย โดยจะให้ความช่วยเหลือตั้งแต่กรอกเอกสารการสมัครเรียน พร้อมเลือกมหาวิทยาลัยที่จะเทียบโอนหน่วยกิตให้เหมาะสมกับนักเรียนรายบุคคล และผู้เรียนมีโอกาสขอทุนเมื่อ Transfer Credit เข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ด้วย หากผลการเรียนดี
  • ทำงานในบริษัทชั้นนำ อาชีพที่รองรับเมื่อสำเร็จการศึกษาหลักสูตร Associate Degree มีมากมายซึ่งจะแตกต่างกันไปตามประเภทของการศึกษา ตัวอย่างเช่น Dental Technology ที่พัฒนาเทคโนโลยีเครื่องมือทันตกรรมให้สำหรับทันตแพทย์ เพื่อช่วยรักษาผู้ที่มีปัญหาด้านทันตสุขภาพ หรือ Web Developer นักพัฒนาเว็บไซต์ที่เป็นที่ต้องการอย่างมาก และมีแนวโน้มที่สูงขึ้นในตลาดแรงงานในอนาคต รวมถึงพนักงานบัญชี Accounting ที่เป็นที่ต้องการและอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
  • ทำงานก่อน แล้วค่อยเริ่มเรียนต่อ ป.ตรี ก็ไม่สาย หลายๆ คนคาดหวังว่า เมื่อสำเร็จการศึกษา Associate Degree แล้วจะต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัยทันที ซึ่งแตกต่างจากนักศึกษาอเมริกัน ที่ทำงานเพื่อหาประสบการณ์ก่อน หลังจากนั้นค่อยต่อยอดวิชาชีพเข้าสู่ระดับปริญญาตรี เนื่องจาก ในประเทศสหรัฐอเมริกา การศึกษาในระดับปริญญาตรี Bachelor Degree ไม่ได้มีแนวโน้มว่าจะได้รับการจ้างงานที่ดีกว่า นอกจากนี้ หลักสูตรปริญญาตรีเป็นหลักสูตรเชิงวิชาการมากกว่าเชิงวิชาชีพ และผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่แล้ว มักจะมีประสบการณ์การทำงานมาก่อนแล้ว 

เรียนต่อ Associate Degree สามารถทำงานระหว่างเรียน และหลังเรียนจบได้ด้วย

นักเรียนต่างชาติที่ลงทะเบียนเรียนหลักสูตร Associate Degree และถือวีซ่า F-1 ทางรัฐบาลอนุญาตให้ทำงานในอเมริกาได้ โดยจะต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน DSO (Designated School Officials) ซึ่งหนึ่งในผู้กำกับดูแลนักเรียน นักศึกษาต่างชาติเป็นหลัก รวมถึงนักเรียนแลกเปลี่ยน ทำหน้าที่ในการติดต่อ ประสานงานสำหรับปัญหาต่างๆ เช่น การเสนอชื่อโรงเรียนที่ได้รับการรับรอง SEVP อัปเดทข้อมูลนักเรียน ให้คำแนะนำนักเรียน ภายใต้เงื่อนไขโดย United States Citizenship and Immigration Service (USCIS)

การทำงานระหว่างเรียนด้วยวีซ่านักเรียน F-1 แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. On-Campus คือการทำงานในเขตสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัย เป็นงานที่สนับสนุนกิจการภายในมหาวิทยาลัย สามารถทำได้เลยเพียงขออนุญาตจาก DSO และงานที่ทำไม่จำเป็นต้องตรงสายก็ได้ อาจได้รับค่าตอบแทน หรือไม่ได้รับค่าตอบแทนก็ได้
  2. Off-Campus คือการทำงานนอกเขตสถาบันการศึกษา เปิดโอกาสให้นักศึกษาที่มีปัญหาด้านการเงินขั้นรุนแรง หรือ นักศึกษาที่ต้องการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ในสาขาวิชาที่เรียนเท่านั้น โดยหากเรียน Associate Degree สามารถขอ CPT หรือ OPT ได้ 12 เดือน

เรียนต่ออเมริกา | สรุปข้อมูล วีซ่านักเรียนอเมริกา F1 ทำงานระหว่างเรียนได้หรือไม่ เงื่อนไขเป็นอย่างไร ทำอะไรได้บ้าง เรียนภาษาที่อเมริกาทำงานได้ไหม พร้อมโอกาสการทำงานหลังเรียนจบ | บทความนี้มีคำตอบ

แนวทางการเลือกเรียนหลักสูตร Associate Degree ให้เหมาะสมกับความต้องการมากที่สุด

  1. พิจารณาจากจุดแข็ง และความสนใจ สิ่งแรกที่ควรพิจารณาคือความสนใจ ควรตอบคำถามให้ได้ว่าสนใจเรียนหลักสูตรด้านไหนเป็นพิเศษ และมีทักษะที่ตอบรับกับความสนใจหรือไม่ จากนั้นให้ลองพิจารณาอาชีพที่เป็นไปได้ ซึ่งไม่เพียงแต่อาชีพที่ทำแล้วมีความสุข แต่ควรจะพิจารณาจากอาชีพที่ช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย
  2. ศึกษาด้านโอกาสในการทำงาน ให้ลองพิจารณาโอกาสในการจ้างงานหลังเรียนจบ ทั้งระยะสั้น และระยะยาว ระดับการศึกษาที่รับ อัตราการเติบโต ค่าตอบแทนเฉลี่ย สำหรับแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพต่างๆ สามารถศึกษาต่อได้ที่ U.S.Bureau of Labor Statistics
  3. เลือกสถาบันการศึกษา หลังจากที่พิจราณาหลักสูตรและโอกาสในการเติบโตในสายงานนั้นๆ แล้ว ขั้นตอนต่อไปเป็นการเลือกสถาบันการศึกษา ซึ่งสามารถพิจารณาจากการ
    • จัดอันดับ เช่น หากคาดหวังว่าต้องการเรียนและทำงานในสายงานเกี่ยวกับวิศวกรรม Engineering ก็พิจารณาสถาบันจากผลสัมฤทธ์ทางการศึกษา ซึ่งสถาบันไหนมีคะแนน Academic Results ในสาขาวิชานั้นสูงแสดงว่าคุณภาพการสอนในสาขาวิชานั้นโดดเด่น
    • สถานที่ตั้ง หลายๆ คนอาจจะเลือกจุดหมายปลายทางที่ต้องการไปเรียนก่อน เช่น ต้องการเรียนที่เมืองลอสแอนเจอลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ก็พิจารณาจากสถาบันในเมืองนั้นๆ
  4. เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย และความคุ้มค่า ใช้เวลาพิจารณาทุกด้านของโปรแกรม
    • ตรวจสอบการรับรองของโปรแกรมเพื่อให้แน่ใจว่ามาจากสถาบันที่ได้รับการยอมรับ
    • เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย หากสองสถาบัน มีหลักสูตรที่มีความคล้ายคลึงกันในหลายๆ ด้าน
    • พิจารณาด้านสิ่งอำนวยความสะดวกของสถาบัน เช่น มีสนามกีฬา และศูนย์กีฬาให้บริการหรือไม่ มีห้องสมุดและอุปกรณ์เทคโนโลยีคอยให้บริการหรือไม่
    • คำนึงถึงสภาพแวดล้อมภายนอกสถาบันด้วย เช่น ตั้งอยู่ในจุดที่ระบบขนส่งสาธารณะเข้าถึงหรือไม่ มีสวนสาธารณะ ร้านอาหาร และห้างสรรพสินค้าใกล้เคียง เพื่อผ่อนคลายหลังจากการเรียนหรือไม่ 

ติดต่อเดอะเบสท์เพื่อสอบถามข้อมูลการเรียนต่อต่างประเทศเพิ่มเติม

เดอะเบสท์ เป็นศูนย์บริการให้คำปรึกษาเรียนต่อต่างประเทศครบวงจร เราเป็นตัวแทนที่ให้บริการแนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และ ประเทศอื่นๆ อีก 25 ประเทศทั่วโลก เรายินดีให้ความช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มสมัครเรียน จนสำเร็จการศึกษา รวมถึงดูแลนักเรียนระหว่างเรียนจนนักเรียนเรียนจบด้วยทีมผู้เชียวชาญในด้านการเรียนต่อต่างประเทศ ที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ขั้นตอนเหล่านี้เราดำเนินการให้ฟรี และเราพร้อมที่จะทำตามคุณภาพ และมาตรฐานดังสโลแกนที่ว่า “We are Quality”

บริการของเรามีอะไรบ้าง ?

  • ฟรี!! บริการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเรียนต่อต่างประเทศทุกระดับชั้นทั่วโลก เราให้คำแนะนำในการเรียนต่อต่างประเทศ ทุกระดับชั้น ทั่วโลก ตั้งแต่ โรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม สถาบันวิชาชีพ และสถาบันในระดับอุดมศึกษา รวมถึงหลักสูตรภาษาต่างประเทศ และเลือกสถาบันที่ดีที่สุดให้กับผู้เรียน
  • เราให้ความช่วยเหลือตั้งแต่การประสานงานโรงเรียน เลือกโรงเรียนให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้เรียน เตรียมเอกสารสมัครเรียน และดำเนินเรื่องสมัครเรียนให้ฟรี
  • บริการเตรียมเอกสารยื่นวีซ่าครบวงจร และบริการยื่นวีซ่ากว่า 25 ประเทศทั่วโลก พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าอย่างตรงจุด และแนะนำวิธีการเตรียมตัวในการสัมภาษณ์วีซ่า : เป้าหมายของเราคือต้องการให้ลูกค้าทุกท่านประสบความสำเร็จ
  • บริการแปลเอกสาร ภาษาไทย – ภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาอังกฤษ – ภาษาไทย รวมถึงภาษาที่ 3 ด้วยราคามิตรภาพ เริ่มต้นเพียงแผ่นละ 200 บาท
  • บริการสมัครสอบ IELTS เดอะเบสท์ เป็นตัวแทนรับสมัครสอบ IELTS IDP อย่างเป็นทางการ พร้อมให้คำแนะนำ และนัดวันสอบให้โดยน้องๆ ไม่ต้องเสียเวลาสมัครเอง สมัครสอบได้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
  • บริการซื้อประกันภัยการเดินทางและประกันสุขภาพนักเรียนต่างชาติ จากบริษัทประกันชั้นนำ MSIG, NIB, Allianz, Orbit และอื่นๆ
  • บริการจองตั๋วเครื่องบิน ทุกสายการบิน และประสานงานกับสถาบันเกี่ยวกับรถรับ – ส่ง สนามบิน
  • บริการจัดหาที่พักทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นโฮมสเตย์ อพาร์ทเม้น หรือหอพักนักศึกษา จัดหาให้ตามความต้องการส่วนบุคคล

“เรายินดีที่จะดูแลนักเรียนทุกคน ตั้งแต่เริ่มต้นจนนักเรียนสำเร็จการศึกษา และทำให้การเรียนต่อของคุณเป็นเรื่อง่าย ” สอบถามข้อมูลการบริการเพิ่มเติมติดต่อ
โทร : 090-327 3558088-269 5099
Email :contact@thebest-edu.com
Line : @thebesteduหรือคลิกเพิ่มเพื่อนด้านล่างได้เลยค่ะ

เพิ่มเพื่อน

    วางแผนเรียนต่อต่างประเทศ?
    ปรึกษา "เดอะเบสท์" ได้เลย









    ข้าพเจ้ายินยอมรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการเรียนต่อต่างประเทศจาก ศูนย์ฯ เดอะเบสท์
    ข้าพเจ้าได้อ่านและยอมรับข้อกำหนดและนโยบายความเป็นส่วนตัว

     
     

    Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.