หลักสูตร STEM คืออะไร?


STEM ย่อมาจาก Science Technology Engineering and Mathematics คือ แนวทางการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และสามารถบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ Science เทคโนโลยี Technology วิศวกรรม Engineering และคณิตศาสตร์ Math เพื่อใช้ในการเชื่อมโยงและแก้ปัญหาในชีวิตจริง รวมทั้งการพัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 คิดค้นโดยสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา National Science Foundation (NSF) เป็นหลักสูตรที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก 

ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เยาวชนในประเทศต้องเตรียมพร้อมที่จะนำความรู้และทักษะมาใช้ในการแก้ปัญหา เรียนรู้วิธีรวบรวม และตอบสนองความต้องการหรือแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน โดยมีได้หลายรูปแบบ เช่น การทำความเข้าใจสิ่งที่เป็นปัญหาในชีวิตประจำวัน และต้องหาวิธีการหรือสร้างสิ่งประดิษฐ์ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

หลักสูตร STEM แตกต่างจากหลักสูตรทั่วไปอย่างไร?

  • เน้นการการนำไปใช้ ระบบการศึกษาแบบเดิมเน้นไปที่การปลูกฝังความรู้ให้กับนักเรียนอย่างสมบูรณ์ และให้ความสำคัญน้อยมากกับส่วนที่เป็นประโยชน์หรือการนำทฤษฎีเหล่านี้ไปใช้ นี่คือเหตุผลที่หลายคนสามารถระบุสมการกำลังสองได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ตระหนักว่าสมการเหล่านี้มีความสำคัญอย่างไรในการสร้างบ้าน หรือแม้แต่คำนวณผลกำไร ดังนั้น STEM จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อสอนเด็กๆ เกี่ยวกับหัวข้อต่างๆ โดยเน้นการใช้งานจริงในชีวิตจริง
  • สนับสนุนการคิดนอกกรอบ ระบบการศึกษาแบบดั้งเดิม เป็นระบบการศึกษาที่มีคำจำกัดความที่ชัดเจน ตรงตามทฤษฎี ซึ่งแตกต่างจาก STEM ที่มีการคิดนอกกรอบ ตั้งสมมติฐาน และทดลองเพื่อค้นหาข้อเท็จจริง  มุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นสมองและให้มีอิสระในการคิด แทนที่จะทำซ้ำตามทฤษฎี ด้วยเหตุนี้สิ่งประดิษฐ์และการค้นพบยุคใหม่ต่างๆ เช่น เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เครื่องบำบัดน้ำ และอื่น ๆ จึงเกิดขึ้นจากหลักสูตร STEM
  • เรียนรู้และปฏิบัติจริง การเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญของการศึกษาแบบดั้งเดิม และแบบ STEM อย่างไรก็ตามการศึกษาแบบดั้งเดิมมุ่งเน้นเฉพาะวิชาที่จะเรียนรู้ แต่หลักสูตร STEM มุ่งเน้นไปที่ การเพิ่มความอยากรู้อยากเห็นในเด็กแ ดังนั้น STEM จึงมุ่งเน้นไปที่การทำกิจกรรมต่างๆ โดยตรง เพื่อทำความเข้าใจมากกว่าอ่าน พูดง่ายๆคือการศึกษาแบบดั้งเดิม มุ่งเน้นไปที่การบอกว่าปรากฏการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ในขณะที่ STEM มุ่งเน้นไปที่การทำให้นักเรียนตั้งคำถามถึงความต้องการ กระบวนการ และผลกระทบของปรากฏการณ์เหล่านี้
  • เน้นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนกับนักเรียน ระบบการศึกษาแบบดั้งเดิม ถูกสร้างขึ้นจากระบบการบรรยาย และการทบทวนในรูปแบบของการสอบ ประสิทธิภาพของวิธีการสอนนี้ถูกตั้งคำถามครั้งแล้วครั้งเล่า และคนส่วนใหญ่พบว่าน่าเบื่อ ซึ่งตรงข้ามกับระบบการศึกษาแบบ STEM นักเรียนเริ่มกระบวนการเรียนรู้ได้ทุกที่ใน STEM เนื่องจากบทเรียนไม่ได้จำกัดเฉพาะในห้องเรียนหนังสือเรียน หรือการบรรยาย แต่มุ่งเน้นไปที่การมีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนแทนที่จะเพียงแค่บรรยาย ครูผู้สอน ก็เปิดกว้าง และเคารพความเห็นต่าง
  • การทดสอบที่มีประสิทธิภาพ การศึกษาแบบดั้งเดิมขึ้นอยู่กับหนังสือและเอกสาร ขับเคลื่อนด้วยวิธีการสอบที่มุ่งเน้นเพื่อให้แน่ใจว่า นักเรียนรู้แนวคิดโดยไม่คำนึงว่าพวกเขาเข้าใจหรือไม่ แต่หลักสูตร STEM มุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจแนวคิดด้วยการทดลองในชีวิตจริง และการใช้งานจริง มุ่งเน้นไปที่การทำให้นักเรียนตระหนักถึงกลไกและการทำงานของทุกสิ่ง และช่วยให้นักเรียนเข้าใจถึงความจำเป็นสำหรับแนวคิดเหล่านี้ในชีวิตประจำวัน มีความโดดเด่นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการศึกษาแบบดั้งเดิม

หลักสูตร STEM ในอเมริกา มีสาขาวิชาอะไรให้เลือกเรียนบ้าง?

มีหลักสูตรวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์ (STEM) มากกว่า 300 หลักสูตรซึ่งเปิดสอนในสหรัฐอเมริกา มอบโอกาสในการจ้างงานที่มีความต้องการสูงในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันและมีค่าตอบแทนสูง ยกตัวอย่างหลักสูตร ดังนี้

  • Agriculture Engineering
  • Astronomy
  • Biochemistry
  • Chemical Engineering
  • Civil Engineering
  • Computer Science
  • Computer Software Engineering
  • Forensic Science & Technology
  • Forest Engineering
  • Geographic Information Science & Cartography
  • Geology
  • Mathematics
  • Mechanical Engineering
  • Meteorology
  • Mining and Mineral Engineering
  • Network and System Administration
  • Nuclear Physics
  • Nutritional Sciences
  • Ocean Engineering
  • Palaeontology
  • Petroleum Technology
  • Physics
  • Plant Sciences
  • Statistics
  • Surveying Engineering
  • Zoology

5 เหตุผล ทำไมนักเรียนต่างชาติควรเลือกเรียนหลักสูตร STEM ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา?

ในสหรัฐอเมริกา วิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับสาขา STEM ถือว่ามีความสำคัญสูงมาก เนื่องจากหลายๆ ปัจจัยที่ทำให้ประเทศพัฒนา เกี่ยวข้องกับหลักสูตร STEM ทั้งทางตรงและทางอ้อม นอกจากนี้ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำระดับโลก ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลอื่นๆ ที่ควรมาเรียนหลักสูตร STEM ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนี้

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้นแบบของหลักสูตร STEM

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น หลักสูตร STEM ถูกคิดค้น และพัฒนาโดยสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา National Science Foundation (NSF) ดังนั้น ผู้เรียนจะได้เรียนหลักสูตร STEM ที่เป็นต้นแบบ ของทั่วโลก ครอบคลุมทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ปลูกฝังความสนใจในด้านวิทยาศาสตร์ จนประสบความสำเร็จในระดับอุดมศึกษา

  • การเรียนการสอนเน้นผู้เรียนเป็นหลัก ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้มากที่สุด
  • ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ในการเรียนการสอน เพื่อกระตุ้นความสนใจ 
  • เน้นทักษะการปฏิบัติ จัดกิจกรรมต่างๆ ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติ
  • ส่งเสริมการกล้าแสดงออก เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับครูผู้สอน และนักเรียนคนอื่น เพื่อสร้างความมั่นใจและความกล้าแสดงออกให้กับผู้เรียน

2. หลักสูตร STEM ได้รับโอกาสขยายระยะเวลาทำงานหลังเรียนจบ หรือ OPT มากกว่าหลักสูตรปกติ

ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ระดับโลก มีองค์กรและหน่วยงานที่มีชื่อเสียงและอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศสหรัฐอเมริกามีปัญหาขาดแคลนแรงงานสาขาวิชา STEM เพื่อช่วยลดปัญหานี้  ทางกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ Department of Homeland Security (DHS) ได้กำหนดหลักสูตร STEM บางหลักสูตรในระดับอุดมศึกษา ให้เป็นหลักสูตร STEM Designated Degree ซึ่งเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว มีสิทธิ์ ได้ขยายเวลาผู้สำเร็จการศึกษา STEM Extension OPT ได้อีก 24 เดือน รวมเป็น 36 เดือน (3 ปี) นอกจากนี้ ยังได้รับโอกาสในการขอเป็นประตูสู่วีซ่าทำงาน หรือการเป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกา จึงเป็นแรงผลักดันให้นักเรียนต่างชาติ เดินทางเข้ามาเรียนต่อ และทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างมาก

หลักสูตร STEM Designated Degree ส่วนใหญ่แล้ว อยู่ในสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) วิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Biological Sciences) คณิตศาสตร์ (Mathematics) และวิทยาศาสตร์กายภาพ (Physical Sciences) นอกจากนี้ ยังรวมถึงสาขาที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย (Research) นวัตกรรม (Innovation) หรือ การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีในการพัฒนา โดยสามารถตรวจสอบหลักสูตร STEM Designated Degree สามารถตรวจสอบโดยชุดรหัสที่เรียกว่า CIP (Classification of Instructional Programs)

คลิก เพื่อตรวจสอบรายชื่อหลักสูตร STEM Designated Degree

เงื่อนไขในการขอรับ STEM OPT Extension

  • จะต้องเรียนจบในระดับปริญญา ในสาขาวิชา STEM Designated Degree ที่ได้รับการรับรองจาก SEVP 
  • งานที่ทำ จะต้องเกี่ยวข้องกับหลักสูตรที่เรียน
  • จะต้องได้รับการว่าจ้างจากนายจ้างที่ได้รับการรับรอง E-Verify (นักเรียนที่มีประวัติขาดข้อมูลนายจ้างถือว่าว่างงาน)
  • สามารถขอ STEM OPT Extension ได้ 2 ครั้ง โดย การขอครั้งที่ 2 ระดับการศึกษาหลักสูตร STEM จะต้องสูงกว่าระดับการศึกษาหลักสูตร STEM หลักสูตรแรก
  • สามารถว่างงานได้รวม 150 วัน ซึ่งรวมถึง 90 วันที่เหลือของการว่างงานของ OPT ปกติ ในช่วงขยายเวลา STEM OPT
  • เจ้าหน้าที่ SEVP สามารถเลิก STEM OPT กรณีที่มีจำนวนวันว่างงานรวมมากกว่าที่ระเบียบอนุญาต

คลิก เพื่อศึกษาข้อมูล วีซ่านักเรียนอเมริกา F1 ทำงานระหว่างเรียนได้หรือไม่ เงื่อนไขเป็นอย่างไร ทำอะไรได้บ้าง เรียนภาษาที่อเมริกาทำงานได้ไหม พร้อมโอกาสการทำงานหลังเรียนจบ

3. อาชีพ STEM ประสบความสำเร็จ และมีงานรองรับมากที่สุด

การศึกษา STEM ช่วยให้มีโอกาสในการทำงานมากขึ้น และพร้อมที่จะตอบสนองความต้องการแรงงานในปัจจุบัน องค์ประกอบ STEM แต่ละส่วนช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในเชิงลึกเกี่ยวกับโลกรอบตัวเรา ช่วยให้สามารถค้นคว้าและคิดวิเคราะห์ได้ดีขึ้น พร้อมทำงานในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมไฮเทค เพิ่มพูนทักษะการแก้ปัญหาและนำความรู้ไปใช้ในโครงการใหม่ๆ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลขจัดข้อผิดพลาดและตัดสินใจอย่างมีสติ ผู้สำเร็จการศึกษาด้าน STEM ในอนาคตจึงสามารถเลือกงาน STEM ที่มีศักยภาพ และผลตอบแทนจำนวนมากได้ 

จากสถิติสำนักงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ พบว่า อาชีพที่เกี่ยวข้องกับสาขา STEM มีศักยภาพที่สามารถเติบโต และค่าตอบแทนสูงสุดในศตวรรษที่ 21 อีกด้วย โดยเว็บไซต์ STEMconnector.org ได้สรุปการคาดการณ์ความต้องการของงานที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร STEM ดังนี้

  1. อาชีพเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยี
  2. อาชีพเกี่ยวกับวิศวกรรม
  3. อาชีพเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์กายภาพ
  4. อาชีพเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ
  5. อาชีพเกี่ยวกับคณิตศาสตร์

หมายเหตุ: ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าหลักสูตรที่เรียนอยู่ในหมวด STEM และมีสิทธิ์ขอ STEM Extension OPT เพราะ ไม่ใช่ทุกโปรแกรมที่มีสิทธิ์ โดยสามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย หรือปรึกษากับศูนย์ฯ เดอะเบสท์

ตัวอย่างอาชีพ STEM ที่น่าสนใจ

อาชีพ รายได้เฉลี่ย ต่อปี

Computer Systems Administrator – ดูแลระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร รวมถึงเครื่องมือการสื่อสารต่างๆ ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่น

81,100 USD
(ประมาณ 2,514,100 บาท)

Computer Network Architect – ทำงานออกแบบโครงข่าย ฐานข้อมูลให้กับองค์กร

104,650 USD
(ประมาณ 3,244,150 บาท)

Database Administrator – ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดเก็บข้อมูล และสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

87,020 USD
(ประมาณ 2,697,620 บาท)

Web Developer – นักพัฒนาเว็บไซต์ ซอฟต์แวร์ และแอพลิเคชั่น

67,990 USD
(ประมาณ 2,107,690 บาท)

Political Scientist – นักรัฐศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูล สำรวจ และวิจัยผลกระทบของกฏหมาย ที่มีต่อพลเมือง และองค์กรต่างๆ

117,570 USD
(ประมาณ 3,644,670 บาท)

School Psychologist – นักจิตวิทยาที่ดูแลเฉพาะในโรงเรียน ดูแลด้านปัญหา สุขภาพจิต พฤติกรรม และความบกพร่องทางการเรียนรู้ของนักเรียน

76,990 USD
(ประมาณ 2,386,690 บาท)

Mechanical Engineer – วิศวกรเครื่องกล ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ออกแบบ สร้าง และทดลองอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน

85,880 USD
(ประมาณ 2,662,280 บาท)

Information Security Analyst – ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ และเครือข่าย ป้องกันการถูกโจรกรรม การแฮ็ก การละเมิดข้อมูล และการโจมตีทางเครือข่าย

95,510 USD
(ประมาณ 2,960,810 บาท)

Psychologist – นักจิตวิทยา ดูแล และวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพจิต พฤติกรรม และการทำงานของระบบสมอง และบำบัดผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพจิต

100,770 USD
(ประมาณ 3,123,870 บาท)

Civil Engineer – วิศวกรโยธา ออกแบบ สร้าง และซ่อมแซมโครงการก่อสร้าง เช่น ถนน สะพาน อุโมง

84,700 USD
(ประมาณ 2,625,700 บาท)

Operations Research Analyst – นักวิจัย และวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้เครื่องมือทางคณิตศาสตร์ เพื่อช่วยให้องค์กร และบริษัทต่างๆ ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามเป้าหมายด้านงบประมาณ

83,390 USD
(ประมาณ 2,585,090 บาท)

Actuary – นักคณิตศาสตร์ประกันภัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตัวเลข และการวิเคราะห์ผลตอบแทน ความเสี่ยง สำหรับองค์กร เช่น บรษัทประกันภัย

102,880 USD
(ประมาณ 3,189,280 บาท)

Medical and Health Services Manager – ผู้บริหารด้านการดูแลสุขภาพ ช่วยให้สถานพยาบาล โรงพยาบาล และศูนย์ดูแลสุขภาพ ดำเนินการไปอย่างราบรื่น

99,730 USD
(ประมาณ 3,091,630 บาท)

IT Manager – ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที จัดระเบียบเทคโนโลยีขององค์กร ติดตั้ง อัพเดทระบบ และเจรจากับฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับไอทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

139,220 USD
(ประมาณ 4,315,820 บาท)

Pediatrician – แพทย์ที่เชี่ยวชาญการดูแลเด็กทารก และวัยรุ่น

183,240 USD
(ประมาณ 5,680,4400 บาท)

Orthodontist – ทันตแพทย์เฉพาะทางที่เชี่ยวชาญด้านการจัดฟัน การแก้ไขรอยยิ้มโดยใช้เครื่องมือจัดฟัน

208,000 USD
(ประมาณ 6,448,000 บาท)

Nurse Anesthetist – วิสัญญีพยาบาล

165,120 USD
(ประมาณ 5,118,720 บาท)

Dentist – ทันตแพทย์ที่ดูแลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพฟัน

158,120 USD
(ประมาณ 4,901,720 บาท)

Biomedical Engineer – ใช้ความรู้จาก Healthcare and Engineering เพื่อออกแบบซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ใหม่ ๆ สำหรับอุตสาหกรรมการแพทย์

76,000 USD
(ประมาณ 2,356,000 บาท)

Environmental Engineer – ใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมของคุณเพื่อค้นหาวิธีแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเช่นภาวะโลกร้อนมลภาวะการกำจัดขยะ ฯลฯ

73,000 USD
(ประมาณ 2,263,000 บาท)

Forensic Science Technician – ช่วยหน่วยงานตำรวจในการรวบรวมและวิเคราะห์หลักฐานที่ใช้ในการสืบสวนคดีอาชญากรรม

55,000 USD
(ประมาณ 1,705,000 บาท)

Accountant – จัดเตรียมและตรวจสอบบัญชี การจ่ายภาษี และประเมินการดำเนินงานทางการเงินของธุรกิจ

56,000 USD
(ประมาณ 1,736,000 บาท)

4. หลักสูตร STEM มีโอกาสในการย้ายถิ่นฐานมากกว่า

หลักสูตร STEM เป็นหลักสูตรที่มีความต้องการทั่วโลก ประเทศสหรัฐอเมริกาก็เป็นประเทศที่ต้องการ และขาดแคลนแรงงานเกี่ยวกับ STEM เช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงให้สิทธิ์มากกว่าผู้ที่เรียนจบหลักสูตรธรรมดา โดยการขยายระยะเวลา OPT เพิ่มอีก 24 เดือน รวมเป็น 36 เดือน และยังให้สิทธิ์ในการพิจารณาพิเศษ สำหรับ วีซ่าทำงาน H-1B พูดง่ายๆ คือ การได้รับปริญญา STEM ในฐานะนักเรียนต่างชาติ เป็นตั๋วผ่านประตูเพื่อทำงานแบบเต็มเวลา หรือเป็นพลเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด และมีโอกาสในการขอ Green Card มากที่สุด

สำนักสถิติแรงงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ตีพิมพ์ในคู่มือ Occupational Outlook ให้รายละเอียดเกี่ยวกับอาชีพของสาขา STEM ว่า มีศักยภาพในการเติบโตมากที่สุดและค่าตอบแทนสูงสุดในศตวรรษที่ 21 พวกเขายังระบุถึงสิบสี่ภาคส่วนที่คาดว่าจะเพิ่มงานใหม่จำนวนมากให้กับเศรษฐกิจซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย สำหรับนักเรียนที่กำลังมองหาโอกาสในการทำงานที่มีโอกาสได้รับค่าตอบแทนสูง ทั้งในสหรัฐอเมริกา และประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก

วีซ่า H-1B คืออะไร?

วีซ่า H-1B ของสหรัฐอเมริกาเป็นวีซ่าสำหรับผู้ย้ายถิ่นฐานที่อนุญาตให้ บริษัท ในสหรัฐอเมริกาจ้างคนงานระดับบัณฑิตศึกษา ในอาชีพที่ต้องการความเชี่ยวชาญทางทฤษฎี หรือทางเทคนิคในสาขาเฉพาะทาง เช่น ไอที การเงิน การบัญชี สถาปัตยกรรม วิศวกรรม คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การแพทย์ ฯลฯ

5. เหตุผลอื่นๆ ที่ควรมาเรียนหลักสูตร STEM ที่อเมริกา

  • ความหลากหลายทางวัฒนธรรม – สหรัฐอเมริกาเป็นดินแดนแห่งเสรี (The Land of the Free) มาโดยตลอดซึ่งผู้คนจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอาศัยอยู่อย่างสงบสุขมานานกว่าสองศตวรรษแล้ว ในขณะที่อยู่ในสหรัฐอเมริกานักเรียนชาวต่างชาติ จะไม่เคยรู้สึกว่าอยู่ห่างจากบ้านเป็นระยะทางหลายไมล์ เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ทำงานหรือเรียนที่นั่น รายล้อมด้วยชาวต่างชาติ ที่เดินทางมาจากหลากหลายประเทศทั่วโลก 
  • ไลฟ์สไตล์ที่กระตือรือร้น – นักเรียน นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยในอเมริกา มีกิจกรรมที่สามารถทำร่วมกันได้ เช่น การเล่นกีฬา การเข้าชมรมต่างๆ การเข้ารับฟังการบรรยาย การทำอาสาสมัครงานกุศล และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดจากการเรียน 
  • ซิลิคอนแวลลีย์ที่โด่งดังทั่วโลก – หนึ่งในสาเหตุใหญ่ที่สุด ที่ดึงดูดนักเรียนต่างชาติให้เดินทางมาเรียนต่อหลักสูตร STEM ที่อเมริกาคือ ซิลิคอนแวลลีย์ Silicon Valley เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของโลก เช่น Adobe, Apple, Facebook, HP, Intel, Microsoft, Netflix,  Google, Tesla, Twitter และอื่นๆ รวมถึงเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยชื่อดัง เช่น มหาวิทยาลัยซานโฮเซ่สเต็ต (San José State University) 
  • มุมมองระดับโลก – นักเรียนต่างชาติที่เรียนในสหรัฐอเมริกาจะได้รับประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตซึ่งไม่มีอะไรเทียบได้ วัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกาก่อให้เกิดการเปิดใจกว้างในนักเรียนซึ่งจะกลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่าในขณะที่หาแนวทางที่ไม่เหมือนใครในการแก้ปัญหาทั้งในที่ทำงานและในชุมชน ในขณะที่เรียนในสหรัฐอเมริกาไม่เพียง แต่นักเรียนต่างชาติจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับประเทศวัฒนธรรมและมุมมองของโลกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักเรียนในท้องถิ่นด้วย กลายเป็นประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ส่วนตัวสำหรับทั้งนักเรียนต่างชาติและนักเรียนในพื้นที่

อยากเรียนหลักสูตร STEM จะต้องเริ่มต้นอย่างไร?

ปัจจุบัน วิวัฒนาการของโลก เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนบางครั้ง สิ่งที่มีอยู่ล้าสมัยในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ทุกๆ ปี Apple หรือ Samsung จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ อย่างน้อย 2 – 3 รุ่น ที่มีคุณสมบัติที่น่าดึงดูด จนก้าวหน้ารุ่นเก่าเพียงแค่ไม่กี่เดือน หรือบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น Amezon, Google และ Facebook ซึ่งเมื่อก่อน เป็นบริษัทขนาดเล็ก แต่ในช่วงเวลาเกือบสองทศวรรษ ได้กลายเป็นบริษัทแนวหน้าของโลก Artificial Intelligence (AI) หรือปัญญาประดิษฐ์ มีบทบาทสำคัญอย่างมากในชีวิตประจำวัน เรียกได้ว่าเป็นสมองที่ชาญฉลาด ที่มนุษย์สามารถนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาการทำงานต่างๆ ที่ซับซ้อน ซึ่งจะเห็นได้ในธุรกิจเกือบทุกรูปแบบ

ดังนั้น หากจะเริ่มเรียนหลักสูตร STEM ควรเริ่มเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาตอนต้น เพื่อเชื่อมโยงสมองของเด็กในการแก้ปัญหา และสร้างทัศนคติที่ดี นอกจากนี้ สมองของเด็กประถมวัยมีพัฒนาการที่รวดเร็ว มีความอยากรู้อยากเห็น และมีทักษะในการใช้เหตุผลของตนเอง โดยหลักสูตร STEM จะช่วยเสริมสร้างความสามารถ และสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งและมั่นคง แต่การเริ่มเรียนในระดับอุดมศึกษา ก็ไม่ได้สายเกินไป

หลักสูตร STEM เปิดสอนที่ไหนบ้าง?

ในสหรัฐอเมริกา เปิดสอนเนื้อหาเกี่ยวกับ STEM ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา โดยสามารถเริ่มเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาเป็นต้นไป สำหรับผู้ปกครองเด็กไทยส่วนใหญ่ นิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นต้นไป เพื่อเสริมฐานความรู้ทางวิชาการให้แข็งแกร่ง และโอกาสในการเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำมากยิ่งขึ้น ถ้าหากผู้ปกครองท่านใด ที่อยากส่งบุตรหลานของท่าน เข้าเรียนต่อในระดับ Grade 9 – 12 ศูนย์ฯ เดอะเบสท์ ขอแนะโรงเรียน Wisconsin Lutheran High School เป็นโรงเรียนมัธยมปลายนานาชาติ มีทุนการศึกษามอบให้สูงสุด 60% ต่อปี

คลิก เพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนนานาชาติ Wisconsin Lutheran High School USA พร้อมข้อมูลทุนการศึกษามูลค่าสูงสุด 60% สำหรับนักเรียนไทย

สำหรับน้องๆ ที่กำลังเรียน ม.4 หรือ ม.5  อยากเรียนต่อหลักสูตร STEM ที่อเมริกา แต่ไม่อยากเรียนซ้ำ ม.4 ใหม่ ทางศูนย์ฯ เดอะเบสท์ ขอแนะนำ โครงการ International High School Completion ซึ่งเป็นโครงการสำหรับน้องๆ อายุ 16 ปีขึ้นไป ที่ยังเรียนไม่จบมัธยมปลาย สามารถข้ามการเรียนในระดับมัธยมปลาย 2 ปีสุดท้ายใน Grade 10 – 11 ได้เลย เมื่อสำเร็จการศึกษา ได้ประกาศนียบัตรมัธยมปลาย High School Diploma และประกาศนียบัตรอนุปริญญา Associate Degree ซึ่งสามารถใช้เทียบโอนหน่วยกิตเข้าเรียนปริญญาตรีได้เลย

คลิก เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ International High School Completion

สำหรับน้องๆ ที่เรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรียบร้อยแล้ว และอยากเรียนต่อระดับปริญญาตรี หลักสูตร STEM ที่อเมริกา แต่ขาดคุณสมบัติบางส่วน เช่น ระดับภาษาอังกฤษไม่ถึงเกณฑ์ที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนด หรือขาดคุณสมบัติบางประการ ศูนย์ฯ เดอะเบสท์ ขอแนะนำ โครงการ American Honors Program โครงการนี้ เป็นโครงการเรียนในหลักสูตรอนุปริญญาตรี Associate Degree 2 ปี และเทียบโอนหน่วยกิตเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำ TOP University ของอเมริกาได้ หรือหลายคนรู้จักในชื่อหลักสูตร 2+2 ประหยัดค่าใช้จ่าย มีทุนการศึกษา และที่สำคัญ วุฒิ GED ก็สมัครได้

คลิก เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ American Honors Program เรียน 2 Year College + 2 Year TOP University

สำหรับน้องๆ ที่เรียนจบปริญญาตรีแล้ว หากต้องการเรียนต่อในระดับปริญญาโท มีหลักสูตรที่เกี่ยวกับ STEM ให้เลือกเรียนในหลากหลายสาขาวิชา และหลากหลายมหาวิทยาลัย ซึ่งรวมถึงหลักสูตร MBA ด้วย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากทางศูนย์ฯ เดอะเบสท์ได้เลย เพื่อวางแผนการเรียนต่อให้ประสบความสำเร็จตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้

เรียนหลักสูตร STEM ที่มหาวิทยาลัยไหนดี?

สามารถเรียนในมหาวิทยาลัยได้ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ผู้เรียนจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า หลักสูตร STEM ได้รับการรับรองจาก DSH ให้เป็น STEM Designated Degree ถ้าหากต้องการขอ STEM OPT Extension หากไม่มั่นใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือขอคำแนะนำในการเลือกหลักสูตร เลือกมหาวิทยาลัย กับทางศูนย์ฯ เดอะเบสท์ได้เลย

ตัวอย่างมหาวิทยาลัย ที่เปิดสอนหลักสูตร STEM Designated Degree

PACE University (New York)

PACE University มหาวิทยาลัยเอกชนที่มีวิทยาเขตอยู่ที่นิวยอร์ก ก่อตั้งในปี 1906 เปิดสอนหลักสูตรมในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก หลักสูตร STEM Designation หลากหลายหลักสูตร โดดเด่นด้านสุขภาพ และวิทญาสตร์ 

คลิกเพื่อดูหลักสูตร STEM Designation ที่เปิดสอน
  • BA in Computer Science
  • BS in Computer Science
  • BS in Information Systems
  • BS in Professional Computer Studies
  • MS in Computer Science
  • MS in Enterprise Analytics
  • MS in Information Systems
  • MS in Information Technology
  • MS in Software Development and Engineering
  • MS in Telecommunications
  • PhD in Computer Science

Washington State University (Washington)

Washington State University มหาวิทยาลัยรัฐบาลที่ก่อตั้งในปี 1890 เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ และเก่าแก่แห่งหนึ่งในอเมริกาตะวันตก เปิดสอนหลักสูตร STEM ทั้งในระดับปริญญาตรี และปริญญาโท โดยเน้นหลักสูตรที่มีความต้องการของตลาดแรงงานสูง

คลิกเพื่อดูหลักสูตร STEM Designation ที่เปิดสอน

University of New Heaven (New Heaven)

University of New Haven เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่ตั้งอยู่ในชุมชน West Haven อยู่ติดกับเมือง New Haven และ Long Island เป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่อยู่ในระดับแนวหน้าในการพัฒนาหลักสูตร STEM ซึ่งออกแบบมาเพื่อปลูกฝังให้นักเรียนของเรามีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่นายจ้างกำลังมองหาในการจ้างงานในอนาคต และเพื่อช่วยนายจ้างได้แรงงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสม

คลิกเพื่อดูหลักสูตร STEM Designation ที่เปิดสอน

Suffolk University (Boston)

Suffolk University เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยเอกชนในบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ก่อตั้งในปี 1906 ในย่านใจกลางเมืองของ Beacon Hill ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่เป็นอันดับแปดในนครบอสตัน หลักสูตรมุ่งเน้นไปที่การศึกษาด้านกฏหมาย การบริหารธุรกิจ การเงิน และ MBA ในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกระดับโลก 

คลิกเพื่อดูหลักสูตร STEM Designation ที่เปิดสอน

Arizona State University (Arizona)

Arizona State University เป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในรัฐแอริโซนา ได้รับการยกย่องจาก U.S. News & World Report ให้เป็นมหาวิทยาลัยที่โดดเด่นด้านนวัตกรรมมากที่สุดของประเทศ อาจารย์ และนักศึกษาหลายคนทำงานร่วมกับ NASA 

University of Wisconsin Milwaukee (Wisconsin)

University of Wisconsin Milwaukee เป็นมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัยในเมืองมิลวอคกี รัฐวิสคอนซิน และเป็นมหาวิทยาลัยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเขตมิลวอคกี อยู่ในกลุ่ม R1 Doctoral Universities 

คลิกเพื่อดูหลักสูตร STEM Designation ที่เปิดสอน

Colorado State University (Colorado)

Colorado State University (Colorado State หรือ CSU) เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งรัฐโคโลราโด จัดอยู่ในกลุ่ม “R1: Doctoral Universities หรือกลุ่มที่มีผลงานการวิจัยที่สูงมาก มีโครงการที่หลากหลายเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ ในฐานะมหาวิทยาลัยที่ให้ที่ดินเรามีความมุ่งมั่นที่จะจัดการกับปัญหาเหล่านี้ในทางปฏิบัติและพัฒนาโปรแกรมการศึกษาการวิจัยและการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เพื่อทำให้โลกของเราน่าอยู่ขึ้น 

คลิกเพื่อดูหลักสูตร STEM Designation ที่เปิดสอน
  • College of Agricultural Sciences
  • Walter Scott, Jr. College of Engineering
  • College of Health and Human Sciences
  • College of Liberal Arts
  • Warner College of Natural Resources
  • College of Natural Sciences
  • College of Veterinary Medicine and Biomedical Sciences

คลิก เพื่อศึกษาโปรแกรม STEM Designation ของมหาวิทยาลัย Colorado State University

Louisiana State University (Louisiana)

Louisiana State University เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยที่ในแบตันรูช รัฐลุยเซียนา มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1853 เป็นมหาวิทยาลัยหลักที่กว้างขวาง มีหลักสูตรครอบคลุม และมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย โดดเด่นทั้งวิชาการ และงานวิจัย มีโครงการที่ได้รับการสนุบสนุนกว่า 800 โครงการ เช่น สถาบันสุขภาพแห่งชาติ มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ การบิน และอวกาศแห่งชาติ 

คลิกเพื่อดูหลักสูตร STEM Designation ที่เปิดสอน

Naveen Jindal School of Management – The University of Texas at Dallas (Texas)

Naveen Jindal School of Management เป็นวิทยาลัยที่อยู่ภายใต้มหาวิทยาลัย The University of Texas at Dallas เปิดสอนในระดับปริญญาตรีปริญญาโทปริญญาเอกและผู้บริหาร โปรแกรมมุ่งเน้นไปที่ความเชี่ยวชาญทางธุรกิจ เช่น Accounting, Finance and Managerial Economics, Information Systems, Marketing, Operations Management, Organizations and Strategy และ International Management มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาอาชีพในสาขาเฉพาะและสร้างเครือข่ายการฝึกงานและโอกาสในการจ้างงานในอนาคต

คลิกเพื่อดูหลักสูตร STEM Designation ที่เปิดสอน

Undergraduate STEM-designated Business Degree Programs

Graduate STEM-designated Business Degree Programs

Double MS STEM Degrees

Students may choose to pair any MS degree with a STEM-designated program to become more competitive in the job market add depth to their skill sets. Time and tuition benefits may also be possible during your time as a student.

Double MBA/MS STEM Degrees

All of the Jindal School’s eight STEM-designated MS programs can be combined with an MBA for double degrees as well. Learn more about the benefits and possibilities on JSOM’s double MS/MBA degree page.

UNC Charlotte (North Carolina)

UNC Charlotte เป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในเมือง Charlotte รัฐนอร์ทแคโรไลนา เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกคุณภาพสูง โดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และหลักสูตรเกี่ยวกับสุขภาพ มีวิทยาเขตสวยงามและเงียบสงบ ไม่มีถนนสายหลักตัดผ่าน มีทะเลสาบหลายแห่ง และป่าไม้หนาแน่น ใจกลางมหาวิทยาลัยมีสวนสองแห่งที่ดึงดูดผู้เข้าชมมากกว่า 3 แสนคนต่อปี มีสถาบันวิจัยชื่อ Charlotte Research Institute โดยมุ่งเน้นการวิจัยเกี่ยวกับ Optoelectronics, Optical Communication และ Software and Information Technology

คลิกเพื่อดูหลักสูตร STEM Designation ที่เปิดสอน

MASTER’S PROGRAMS

  • Applied Energy and Electromechanical Systems, MS
  • Applied Physics, MS
  • Architecture, MS
  • Bioinformatics, MS
  • Biology, MS
  • Chemistry, MS
  • Civil Engineering, MSCE
  • Computer Engineering, MS
  • Computer Science, MS
  • Construction and Facilities Management, MS
  • Data Science and Business Analytics, MS
  • Earth Sciences, MS
  • Economics, MS
  • Electrical Engineering, MSEE
  • Engineering, General, MSE
  • Engineering Management, MS
  • Fire Protection and Safety Management, M
  • Information Technology, MS
  • Instructional Systems Technology, MED
  • Mathematics, MS
  • Mathematical Finance, MS
  • Mechanical Engineering, MSME
  • Optical Science and Engineering, MS
  • Professional Science Masters in Health Informatics, MS

DOCTORAL PROGRAMS

  • Applied Mathematics, PHD
  • Biology, PHD
  • Bioinformatics and Computational Biology, PHD
  • Computing and Information Systems, PHD
  • Educational Research, Measurement and Evaluation, PHD
  • Electrical Engineering, PHD
  • Infrastructure and Environmental Systems, PHD
  • Mechanical Engineering, PHD
  • Nanoscale Science, PHD
  • Optical Science and Engineering, PHD

Clark University (Massachusetts)

Clark University เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยเอกชนในวอร์เซสเตอร์รัฐแมสซาชูเซตส์ เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยวิจัยคุณภาพสูงในอเมริกา ประสบความสำเร็จในด้านการเรียนการสอนระดับโลก โดดเด่นด้านสาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรม 


ติดต่อเดอะเบสท์เพื่อสอบถามข้อมูลการเรียนต่อต่างประเทศเพิ่มเติม

เดอะเบสท์ เป็นศูนย์บริการให้คำปรึกษาเรียนต่อต่างประเทศครบวงจร เราเป็นตัวแทนที่ให้บริการแนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และ ประเทศอื่นๆ อีก 25 ประเทศทั่วโลก เรายินดีให้ความช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มสมัครเรียน จนสำเร็จการศึกษา รวมถึงดูแลนักเรียนระหว่างเรียนจนนักเรียนเรียนจบด้วยทีมผู้เชียวชาญในด้านการเรียนต่อต่างประเทศ ที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ขั้นตอนเหล่านี้เราดำเนินการให้ฟรี และเราพร้อมที่จะทำตามคุณภาพ และมาตรฐานดังสโลแกนที่ว่า “We are Quality”

บริการของเรามีอะไรบ้าง ?

  • ฟรี!! บริการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเรียนต่อต่างประเทศทุกระดับชั้นทั่วโลก เราให้คำแนะนำในการเรียนต่อต่างประเทศ ทุกระดับชั้น ทั่วโลก ตั้งแต่ โรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม สถาบันวิชาชีพ และสถาบันในระดับอุดมศึกษา รวมถึงหลักสูตรภาษาต่างประเทศ และเลือกสถาบันที่ดีที่สุดให้กับผู้เรียน
  • เราให้ความช่วยเหลือตั้งแต่การประสานงานโรงเรียน เลือกโรงเรียนให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้เรียน เตรียมเอกสารสมัครเรียน และดำเนินเรื่องสมัครเรียนให้ฟรี
  • บริการเตรียมเอกสารยื่นวีซ่าครบวงจร และบริการยื่นวีซ่ากว่า 25 ประเทศทั่วโลก พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าอย่างตรงจุด และแนะนำวิธีการเตรียมตัวในการสัมภาษณ์วีซ่า : เป้าหมายของเราคือต้องการให้ลูกค้าทุกท่านประสบความสำเร็จ
  • บริการแปลเอกสาร ภาษาไทย – ภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาอังกฤษ – ภาษาไทย รวมถึงภาษาที่ 3 ด้วยราคามิตรภาพ เริ่มต้นเพียงแผ่นละ 200 บาท
  • บริการสมัครสอบ IELTS เดอะเบสท์ เป็นตัวแทนรับสมัครสอบ IELTS IDP อย่างเป็นทางการ พร้อมให้คำแนะนำ และนัดวันสอบให้โดยน้องๆ ไม่ต้องเสียเวลาสมัครเอง สมัครสอบได้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
  • บริการซื้อประกันภัยการเดินทางและประกันสุขภาพนักเรียนต่างชาติ จากบริษัทประกันชั้นนำ MSIG, NIB, Allianz, Orbit และอื่นๆ
  • บริการจองตั๋วเครื่องบิน ทุกสายการบิน และประสานงานกับสถาบันเกี่ยวกับรถรับ – ส่ง สนามบิน
  • บริการจัดหาที่พักทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นโฮมสเตย์ อพาร์ทเม้น หรือหอพักนักศึกษา จัดหาให้ตามความต้องการส่วนบุคคล

“เรายินดีที่จะดูแลนักเรียนทุกคน ตั้งแต่เริ่มต้นจนนักเรียนสำเร็จการศึกษา และทำให้การเรียนต่อของคุณเป็นเรื่อง่าย ” สอบถามข้อมูลการบริการเพิ่มเติมติดต่อ
โทร : 090-327 3558088-269 5099
Email : contact@thebest-edu.com
Line : @thebesteduหรือคลิ๊กเพิ่มเพื่อนด้านล่างได้เลยค่ะ

เพิ่มเพื่อน

    วางแผนเรียนต่อต่างประเทศ?
    ปรึกษา "เดอะเบสท์" ได้เลย









    ข้าพเจ้ายินยอมรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการเรียนต่อต่างประเทศจาก ศูนย์ฯ เดอะเบสท์
    ข้าพเจ้าได้อ่านและยอมรับข้อกำหนดและนโยบายความเป็นส่วนตัว

    Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.