ประเทศอังกฤษ ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศออสเตรเลีย เป็นจุดหมายปลายทางแรกสำหรับการเรียนต่อต่างประเทศ เนื่องใช้ ใช้ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาราชการ และนักเรียนไทยส่วนใหญ่ ก็คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษกันอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องง่ายในการปรับตัว แต่รู้หรือไม่ ประเทศเยอรมนี เป็นประเทศที่ติด 1 ใน 10 สำหรับการเรียนต่อต่างประเทศอีกด้วย

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ประเทศเยอรมนี เป็นประเทศแห่งการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ไม่เหมือนประเทศอื่นๆ ที่เยอรมนีมีมหาวิทยาลัยระดับโลกมากมายให้เลือก ที่ดึงดูดนักศึกษาจากต่างชาติทั่วทุกมุมโลก นอกจากนี้ หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินว่า เยอรมนีเรียนฟรี ทำไมถึงได้เรียนฟรีที่เยอรมนี ใครบ้างที่ได้เรียนที่เยอรมนีฟรี ทำอย่างไรถึงจะได้เรียนฟรีที่เยอรมนี หาคำตอบได้ในบทความนี้เลยค่ะ

ทำไมต้องเรียนต่อเยอรมนี


ประเทศเยอรมนี เป็นประเทศแห่งการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ไม่เหมือนประเทศอื่นๆ ที่เยอรมนีมีมหาวิทยาลัยระดับโลกมากมายให้เลือก ที่ดึงดูดนักศึกษาจากต่างชาติทั่วทุกมุมโลก นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์อันยาวนาน และวิถีชีวิตที่มีชีวิตชีวา ผสมผสานกับความทันสมัยและดั้งเดิม ทำให้ผู้คนทั่วโลก หลงรักเยอรมนีในทุกฝีก้าว ไม่น่าแปลกใจที่เยอรมนีได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางชั้นนำของโลก สำหรับการศึกษา

เหตุผลที่นักเรียนนานาชาติมากกว่า 357,000+ คน เลือกเรียนต่อที่เยอรมนี

  • ประเทศเยอรมนีเรียนฟรี ไม่มีค่าเล่าเรียนตลอดระยะเวลาการศึกษาในระดับอุดมศึกษา นักศึกษาทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาชาวเยอรมนี หรือนักศึกษาชาวต่างชาติ ที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐบาลในประเทศเยอรมนี ไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน เพียงจ่ายแค่ค่าลงทะเบียนเรียนประมาณ €250 ต่อภาคการศึกษา แต่จะได้กลับคืนในรูปแบบตั๋วโดยสารสาธารณะฟรี ตลอด 1 เทอม 
  • มหาวิทยาลัยทุกแห่ง มีคุณภาพระดับโลก บางมหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง และหลักสูตรการศึกษาที่มีความโดดเด่น การวิจัยที่เป็นที่ยอมรับ สามารถนำไปใช้ได้จริง 
  • เยอรมนีเป็นประเทศแห่งอุตสาหกรรม เยอรมนีได้ลงทุนในมหาวิทยาลัยด้านวิศวกรรมเป็นจำนวนมาก และปัจจุบันโปรแกรมวิศวกรรมได้รับการยกย่องเป็นพิเศษในมหาวิทยาลัยในเยอรมัน อย่างไรก็ตามมีโปรแกรมการศึกษามากมายที่เปิดสอนในมหาวิทยาลัยเหล่านี้และในบางแห่งก็เป็นผู้นำระดับโลก เช่น การแพทย์และเภสัชศาสตร์
  • หลักสูตรมีคุณภาพสูง การศึกษาของมหาวิทยาลัยในเยอรมนีมีคุณภาพสูงระดับโลก ทั้งด้านโครงสร้าง และเนื้อหาหลักสูตรที่สอน ได้รับการปรับปรุง และพัฒนาให้ทันสมัยที่สุด โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องอย่างมีพลวัต
  • วุฒิการศึกษาเป็นที่ยอมรับทั่วโลก นายจ้างทั่วโลกตระหนักถึงคุณภาพการศึกษาของประเทศเยอรมนี ซึ่งจะทำให้ไว้วางใจได้รับผิดชอบงานสเกลใหญ่ๆ ที่มีคุณภาพ และค่าตอบแทนสูง ยิ่งไปกว่านั้น นักศึกษาหลายคนมักจะได้งานทำก่อนเรียนจบ 
  • ค่าครองชีพที่คุ้มค่า หลายๆ คนอาจจะคิดว่า ประเทศเยอรมนี มีค่าครองชีพสูง แต่นั่นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของประเทศ เฉพาะในเมืองท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ค่าครองชีพโดยรวมของประเทศเยอรมนี ต่ำกว่าหลายๆ ประเทศในโซนยุโรป ยิ่งหากเลือกเรียนในเมืองที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว ค่าครองชีพยิ่งถูกลงอีกเยอะมาก และทุกเมือง มีมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพสูงเช่นเดียวกัน
  • สามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้ด้วย ประเทศเยอรมนี อนุญาตให้ผู้ที่ถือวีซ่านักเรียนทำงานพาร์ทไทม์ได้ 20 ชั่วโมง/สัปดาห์ หรือ 120 วันตลอดทั้งปี และ 60% ของนักศึกษาต่างชาติ ก็เรียนด้วยทำงานด้วยเช่นเดียวกัน โดยลักษณะงานมีให้เลือกมากมาย (ยิ่งได้ภาษาเยอรมันจะยิ่งมีโอกาสมากกว่าผู้อื่น) ตั้งแต่พนักงานต้อนรับในร้านอาหาร ผู้ช่วยครูเด็กอนุบาล บาริสตา บาร์เทนเดอร์ เจ้าหน้าที่ธุรการ นอกจากจะได้รับค่าตอบแทนแล้ว ประสบการณ์การทำงานในเยอรมนี จะช่วยเพิ่มเครือข่ายและโอกาสการจ้างงานในอนาคตอีกด้วย
  • ได้เรียนรู้ และฝึกภาษาเยอรมันด้วย ภาษาเยอรมันเป็นภาษาที่ใช้มากที่สุดในทวีปยุโรป และบริษัทกว่าครึ่งของยุโรป เป็นบริษัทสัญชาติเยอรมัน ดังนั้น การที่สามารถฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาเยอรมันได้ ก็เท่ากับว่าจะได้รับโอกาสในการทำงานมากกว่าคนอื่นๆ
  • ประเทศเยอรมนี เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม ปัจจุบัน ประเทศเยอรมนีเป็นที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติมากมาย ดังนั้น จะได้เรียนรู้ และศึกษาวัฒนธรรมที่แตกต่างจากทั่วทุกมุมโลก และเพื่อนร่วมชั้นเรียนอาจมาจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ดังนั้น ผู้เรียนมีโอกาสพูดได้มากกว่า 3 ภาษา
  • ได้ท่องเที่ยวได้ทั่วยุโรป ผู้ที่เดินทางมาเรียนต่อยุโรป ไม่ว่าจะเป็นเรียนภาษาระยะสั้น หรือเรียนระดับอุดมศึกษา สามารถเดินทาง ท่องเที่ยวได้ทั่วทุกประเทศในเครือเชงเก้น โดยไม่ต้องขอวีซ่าประเทศอื่นเพิ่ม ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีในการท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ ระหว่างปิดภาคการศึกษา เช่น ประเทศฝรั่งเศส ประเทศออสเตรีย ประเทศเนเธอร์แลนด์
  • ประเทศเยอรมนีมีมรดกโลกที่ได้รับการจดทะเบียนจาก UNESCO ประเทศเยอรมนี เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และมีความร่ำรวยมาก หากมาเรียนที่เยอรมนี จะได้มีโอกาสได้ท่องเที่ยวเมืองมรดกโลกหลายแห่ง ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม


ทำไมมหาวิทยาลัยในเยอรมนีถึงเรียนฟรี?

ประเทศเยอรมนี เชื่อว่า การศึกษาไม่ควรเป็นผลิตภัณฑ์ หรือผลผลิตทางการค้า และการเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษา จะเป็นการสร้างรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมในประเทศได้ ในอดีตที่ผ่านมา กฏหมายได้กำหนดให้มหาวิทยาลัยของรัฐเรียกเก็บค่าเล่าเรียนในระดับที่ต่ำมาก ประมาณ 1,000 ยูโรต่อปี แต่ภายหลังได้ยกเลิกการเก็บค่าเล่าเรียนเกือบทั้งหมดของมหาวิทยาลัยรัฐบาล

มหาวิทยาลัยของเยอรมนี เป็น Top มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก และคุณภาพการศึกษามีมาตรฐานระดับโลก มหาวิทยาลัยหลายแห่งในเยอรมนีติด 1 ใน 100 อันดับแรกของโลก และการศึกษาของเยอรมนีได้รับการยอมรับจากทั่วโลก

ใครบ้างที่ได้สิทธิ์เรียนฟรีที่เยอรมนี?

ทุกคนสามารถเรียนที่เยอรมนีได้โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ชาวเยอรมัน ชาวยุโรป และชาวต่างชาติทุกคน (แน่นอนรวมถึงนักเรียนไทยด้วย) สามารถเรียนในเยอรมนีได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และสามารถเข้าเรียนได้เกือบทุกมหาวิทยาลัยของรัฐบาล

มหาวิทยาลัยไหนบ้างในเยอรมนีที่เรียนฟรี?

เยอรมนีมีมหาวิทยาลัยมากหมาย เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐเกือบ 400 แห่ง และมีหลักสูตรการศึกษามากกว่า 1,000 หลักสูตร

  • มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเทคนิค (Universities / Technical Univerisities) มีจำนวน 107 แห่ง
  • มหาวิทยาลัยเน้นภาคปฏิบัติ (Univeresities of Applied Sciences) มี 246 แห่ง
  • วิทยาลัยด้านการดนตรีศิลปะและภาพยนตร์ มี 52 แห่ง
  • วิทยาลัยครู อีก 6 แห่งและวิทยาลัยศาสนา อีก 16 แห่ง

ดังนั้นจึงมีตัวเลือกมากมายในการเรียน ไม่ว่าจะเป็นเมืองไหน รัฐไหน ก็มีมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพสูงทั้งนั้น แต่อาจจะต้องตรวจสอบให้ดีก่อนว่ามหาวิทยาลัย และหลักสูตรที่เลือกนั้น เรียนฟรี หรือไม่ เพราะบางมหาวิทยาลัยอาจจะมีการเก็บค่าเล่าเรียนเพียงเล็กน้อย

ตัวอย่างมหาวิทยาลัยของรัฐบาล

ต้องเสียค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเติมอีกไหม?

ถึงเม้เยอรมนีจะเรียนฟรี แต่ก็ครอบคลุมเฉพาะค่าเรียนเท่านั้น ยังไม่รวมค่าที่พักอาศัย ค่าครองชีพ ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละเมือง ถ้าหากเลือกเรียนที่เมืองใหญ่ๆ เช่น มิวนิก แฟรงก์เฟิร์ต หรือฮัมบูร์ก จะมีค่าใช้จ่ายแพงกว่าเมืองอื่นๆ โดยประมาณอยู่ระหว่าง 800 – 900 ยูโรต่อเดือน

ตัวอย่างค่าครองชีพเยอรมนี

รายการ

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน

ค่าที่พัก และค่าสาธารณูปโภค

€450 – €650

ค่าอาหาร

€220 – €316
ค่าโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต  €30 – €55
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ส่วนตัว €80 – €120
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับขนส่งสาธารณะ

€70 – €94

รวมค่าใช้จ่าย

€850 – €1,235
(ประมาณ 30,600 – 44,460 บาท)

หมายเหตุ:

  • คำนวณอัตราแลกเปลี่ยน €1 มีค่าประมาณ 36 บาท
  • ค่าใช้จ่ายข้างต้น เป็นการประมาณโดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเท่านั้น น้องๆ อาจประหยัดค่าใช้จ่ายโดยการเลือกที่พักที่ราคาถูกกว่า หรือประหยัดค่าอาหารหากทำอาหารรับประทานเอง

นอกจากนี้ จะมีค่าลงทะเบียนเรียนประจำปีเพียงเล็กน้อย ประมาณ 300 – 400 ยูโรต่อปี ซึ่ง ค่าลงทะเบียนเรียนนี้ จะได้คืนมาในรูปแบบตั๋วโดยสารสาธารณะ ครอบคลุมทั้งรถไฟ รถราง รถบัส สำหรับเมืองที่เรียนตลอดทั้งเทอม

ทำอย่างไรถึงจะได้เรียนฟรีที่เยอรมนี วางแผนเรียนฟรีที่เยอรมนี เริ่มต้นอย่างไร?

โดยทั่วไปภาษาที่ใช้สอนที่มหาวิทยาลัยจะเป็นภาษาเยอรมัน ดังนั้น หากต้องการเรียนต่อที่ประเทศเยอรมนี สิ่งที่จะต้องเตรียมพร้อมก่อนอันดับแรกคือ ภาษาเยอรมัน นักเรียน นักศึกษา ที่มาเรียนต่อที่ประเทศเยอรมนี ควรจะได้ภาษาเยอรมันในระดับกลาง B2 ถึงแม้จะเรียนเป็นหลักสูตรนานาชาติ หรือหลักสูตรภาษาอังกฤษก็ตาม

หากผู้เรียนยังไม่มีคะแนนภาษาเยอรมัน หรือผลภาษาเยอรมัน ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยได้กำหนด จะต้องเรียนภาษาเยอรมันก่อน โดยสามารถไปเรียนที่ประเทศเยอรมนีได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากต้องการเรียนภาษาที่เยอรมนี จะต้องมีทักษะภาษาเยอรมันอย่างน้อยที่สุดระดับ A1 สามารถสอบวัดผลภาษาเยอรมันได้ที่ สถาบันเกอเธ่ Goethe Institute กรุงเทพฯ หลังจากนั้น ใช้ผลภาษาในการสมัครเรียน และยื่นวีซ่าเข้าเรียนต่อที่ประเทศเยอรมนีได้ โดยระยะเวลาเรียน จะขึ้นอยู่กับระดับผลภาษาของผู้เรียนเป็นหลัก

ภาษาเยอรมันระดับ B2 คืออะไร ?

เกณฑ์การวัดทักษะทางภาษาเยอรมัน จะใช้เกณฑ์ Common European Framework (CEFR หรือ CEF)  ซึ่เงเป็นมาตรฐานการอธิบายความเชี่ยวชาญทางภาษา ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในยุโรป สามารถใช้วัดระดับภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน ภาษาฝรั่งเศส และภาษาอื่นๆ ได้อย่างแม่นยำ และเป็นมาตรฐานสากล สามารถอธิบายระดับความเชี่ยวชาญทางด้านภาษาได้ตั้งแต่ตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ถึงระดับเชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นเกณฑ์จำแนกระดับภาษา ดังนี้

Level Group Level Group Name ระดับภาษา หลักสูตร คำอธิบาย
A Basic user A1,A2 A1.1&A1.2 A2.1&A2.2 ขั้นตอนการพัฒนาหรือระดับเริ่มต้นของการเรียนภาษา
B Independent user B1,B2 B1.1&B1.2 B2.1&B2.2

 

ทักษะภาษาระดับกลาง ในระดับนี้ นักเรียนที่มีสิทธิ์สอบ TestDaF แต่ต้องมีภาษาระดับ B2 ขึ้นไป

C Proficient user C1,C2 C1.1&C1.2 C2.1&C2.2 ระดับเชี่ยวชาญ

โดยเฉลี่ยนักเรียนจะใช้เวลาประมาณ 9 สัปดาห์ต่อการเรียน 1 ระดับ ตัวอย่างเช่น

  • หากอยู่ในระดับภาษาเยอรมันที่ A1 จะต้องระยะเวลาเรียนประมาณ 36 สัปดาห์ เพื่อที่จะเรียนจบ B2
  • หากอยู่ในระดับภาษาเยอรมันที่ A2 จะต้องระยะเวลาเรียนประมาณ 27 สัปดาห์ เพื่อที่จะเรียนจบ B2
  • หากอยู่ในระดับภาษาเยอรมันที่ B1 จะต้องระยะเวลาเรียนประมาณ 18 สัปดาห์ เพื่อที่จะเรียนจบ B2

GER.jpg

หมายเหตุ! ประเทศเยอร์มันเรียนฟรีก็จริง แต่หลักสูตรเรียนเตรียมภาษาเยอร์มันไม่ฟรีนะ

ถึงแม้ว่าเยอรมนีจะเรียนฟรีก็จริง สิ่งที่จะต้องพิจารณาอันดับแรกคือ ทักษะภาษาเยอรมัน หากไม่มีทักษะภาษาเยอรมัน ก็จะต้องเรียนภาษาก่อน ซึ่ง การเรียนภาษาที่เยอรมนี จะมีค่าใช้จ่าย ซึ่ง หากไม่มีพื้นฐานภาษาเยอรมัน จะต้องเตรียมเงินอย่างน้อย 70,000 – 220,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเรียนภาษาเยอรมัน

หากยังไม่มีผลภาษาเยอรมันตามที่กำหนด จะต้องเรียนภาษาเยอรมันก่อน

สถาบันสอนภาษาเยอรมัน ที่ประเทศเยอรมนี มีให้เลือกมากมาย ครอบคลุมเกือบทุกเมืองในเยอรมนี เช่น มิวนิก เบอร์ลิน แฟรงก์เฟิร์ต ฮัมบูร์ก ไฮเดิลเบิร์ก ยกตัวอย่างเช่น สถาบัน Sprachcaffe Language Plus สถาบันสอนภาษาคุณภาพระดับโลก ก่อตั้งมานานกว่า 37 ปี การันตีคุณภาพด้วยวิทยาเขตกว่า 30 แห่งทั่วโลก เปิดสอนหลักสูตรภาษาอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส สเปน อิตาเลียน จีน และอารบิค

สำหรับสถาบัน Sprachcaffe Language Plus ประเทศเยอรมนี ตั้งอยู่ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต และมิวนิก เปิดสอนหลักสูตรภาษาเยอรมันแบบเข้มข้น เริ่มเรียนได้ตั้งแต่พื้นฐาน จนถึงระดับสูง และเพิ่มหลักสูตรการเตรียมสอบ TestDaF อีก 8 สัปดาห์ ทุกหลักสูตร เพื่อให้สามารถสอบ TestDaF ให้ได้คะแนนสูงถึงเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยได้กำหนดไว้ ทั้ง ป.ตรี และ ป.โท

ตัวอย่างค่าใช้จ่ายหลักสูตร German Intensive (22.5 ชั่วโมง/สัปดาห์)

  • เริ่มเรียนที่ระดับ A1 (ระดับพื้นฐาน)
    • เรียน German Intensive Course ระยะเวลา 32 สัปดาห์
    • เรียนเตรียมสอบ TestDaF ระยะเวลา 8 สัปดาห์
    • รวมระยะเวลา 40 สัปดาห์
    • ค่าธรรมเนียมการเรียน €5,630 (ประมาณ 202,680 บาท)
  • เริ่มเรียนที่ระดับ A2 
    • เรียน German Intensive Course ระยะเวลา 24 สัปดาห์
    • เรียนเตรียมสอบ TestDaF ระยะเวลา 8 สัปดาห์
    • รวมระยะเวลา 32 สัปดาห์
    • ค่าธรรมเนียมการเรียน €4,310 (ประมาณ 155,160 บาท)
  • เริ่มเรียนที่ระดับ B1 
    • เรียน German Intensive Course ระยะเวลา 16 สัปดาห์
    • เรียนเตรียมสอบ TestDaF ระยะเวลา 8 สัปดาห์
    • รวมระยะเวลา 24 สัปดาห์
    • ค่าธรรมเนียมการเรียน €3,290 (ประมาณ 118,440 บาท)
  • เริ่มเรียนที่ระดับ B2 
    • เรียน German Intensive Course ระยะเวลา 8 สัปดาห์
    • เรียนเตรียมสอบ TestDaF ระยะเวลา 8 สัปดาห์
    • รวมระยะเวลา 16 สัปดาห์
    • ค่าธรรมเนียมการเรียน €2,030 (ประมาณ 73,080 บาท)
  • เรียนเฉพาะหลักสูตรเตรียมสอบ TestDaF 8 สัปดาห์
    • ผู้เรียนต้องได้ระดับภาษาเยอรมัน B2
    • รวมระยะเวลาเรียน 8 สัปดาห์
    • ค่าธรรมเนียม €1,120 (ประมาณ 40,320 บาท)

สนใจเรียนภาษาเยอรมัน ที่ประเทศเยอรมนี ติดต่อเดอะเบสท์ เพื่อขอคำแนะนำได้เลยค่ะ
โทร : 090-327 3558088-269 5099
Email : contact@thebest-edu.com
Line : @thebesteduหรือคลิ๊กเพิ่มเพื่อนด้านล่างได้เลยค่ะ

เพิ่มเพื่อน

เกณฑ์การรับเข้าเรียน ระดับอุดมศึกษาประเทศเยอรมนี

สำหรับนักเรียนไทยสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 สามารถเข้าเรียนปริญญาตรีที่เยอรมนีได้เลยหรือไม่

ไม่ได้ เนื่องจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายของประเทศไทย ถ้าหากผู้เรียน เรียนจบหลักสูตรมัธยมปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 6) ปวช. ปวศ. ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรภาษาไทย หลักสูตร Bilingual ยังไม่เทียบเท่ากับของเยอรมัน ดังนั้น จะยังไม่สามารถเข้าเรียนระดับปริญญาตรีได้ทันที  จะต้องเลือกทางเลือกดังต่อไปนี้

  1. จะต้องเข้าเรียนหลักสูตรเตรียมความพร้อม Studienkolleg ก่อน เพื่อปรับพื้นฐาน หลังจากนั้นจะต้องสอบ Feststellungsprüfung เมื่อสอบผ่าน สามารถยื่นเข้ามหาวิทยาลัยได้ทุกมหาวิทยาลัยในประเทศเยอรมนี
  2. นักศึกษาที่กำลังเรียนหลักสูตรปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยไทย เมื่อเรียนจบปีที่ 2 ตามวิชาของหลักสูตรแล้ว มีสิทธิสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเยอรมันในสาขาเดียวกันได้เลย แต่จะไม่มีการเทียบโอนหน่วยกิตวิชาที่เรียนไปแล้ว และจะต้องเริ่มต้นหลักสูตรใหม่ บางกรณีนักศึกษาต้องผ่านการสอบประเมินความรู้จากมาตรฐานกลางที่เรียกว่า Test As (Test for Academic Studies) ก่อน เป็นการสอบประเมินความรู้และความเหมาะสมของนักศึกษาต่างชาติ เพื่อเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเยอรมัน นักศึกษาสามารถนำาผลการสอบไปสมัครเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในหลักสูตรภาษาเยอรมันหรือภาษาอังกฤษก็ได้นักศึกษาส่วนใหญ่ที่ผ่านการสอบ Test As จะมีโอกาสได้รับการตอบรับเข้าศึกษามากขึ้น
  3. สำหรับผู้จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยของไทยที่ต้องการสมัครเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท ไม่จำเป็นต้องสอบประเมินความรู้เพราะทางมหาวิทยาลัยหรือคณะที่จะเข้าศึกษาต่อจะมีคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อเทียบผลการเรียนวิชาต่าง ๆ ที่เรียนมาแล้วกับวิชาที่สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยเยอรมันว่า นักศึกษามีความรู้และเหมาะสมที่จะได้รับการตอบรับเข้าศึกษาต่อในสาขาที่สมัครไว้หรือไม
  4. หากเรียนจบหลักสูตรนานาชาติ เช่น IB Diploma หรือ Cambridge A-Level ส่วนใหญ่จะสามารถเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโทในสาขาเดียวกันหรือใกล้เคียงได้เลย ถ้ามีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี แต่มหาวิทยาลัยบางแห่งอาจจัดให้มีการสอบประเมินความรู้ด้วยตนเองทางอินเทอร์เน็ต (Self-Assessments Test) ก่อนสมัครเรียน หรือสอบ สัมภาษณ์โดยตรงที่มหาวิทยาลัยนั้น ๆ ก่อนจะรับเข้าศึกษาต่อ

การสอบ Test As (Test for Academic Studies) คืออะไร?

การสอบ Test As คือการสอบวัดความถนัดทางวิชาการเฉพาะด้าน เป็นมาตรฐานของการสอบเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยในเยอรมนี มีไว้สำหรับนักเรียน นักศึกษาต่างชาตินอกสหภาพยุโรป (Non-EU) ที่วางแผนเรียนต่อระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยในประเทศเยอรมนี รับรองการสอบโดย  DAAD (German Academic Exchange Service) และได้รับการพัฒนาและออกแบบข้อสอบโดย ITB Consulting, Bonn และ TestDaF Institute, Bochum และได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการและการวิจัยแห่งสหพันธรัฐเยอรมัน

ประโยชน์ของการสอบ Test As

  • มหาวิทยาลัยสามารถคัดเลือกผู้สมัครที่ตอบสนองความต้องการของสาขาวิชาได้ดีที่สุด
  • ผู้เข้าทดสอบจะได้รับทราบข้อกำหนดทั่วไปของวิชาที่ต้องการศึกษา
  • ผลการทดสอบ TestAS ช่วยให้ผู้สมัครสามารถประเมินโอกาสในการสำเร็จการศึกษาในมหาวิทยาลัยในเยอรมันได้

ตัวอย่างข้อสอบ Test As คลิก

thai student way.jpg

หลักสูตร Studienkolleg คืออะไร?

หลักสูตร Studienkolleg เป็นหลักสูตรปรับพื้นฐาน ที่เตรียมความพร้อมสำหรับนักศึกษาต่างชาติทั้งเตรียมความพร้อมด้านภาษา และวิชาการเฉพาะด้าน ตามสาขาวิชาที่สนใจ ก่อนที่จะสอบ Feststellungsprüfung (FSP) เป็นการสอบเพื่อวัดระดับคุณสมบัติสำหรับการเรียนต่อในระดับปริญญาตรี  (University Qualification Exam) ซึ่งใบประกาศ FSP สามารถเข้าเรียนได้ทุกมหาวิทยาลัยในเยอรมนี หรือทำความเข้าใจง่ายๆ คือ หลักสูตร Studienkolleg จะคล้ายกับหลักสูตร Foundation Program ที่ประเทศอังกฤษ

หลักสูตร Studienkolleg มี 2 ประเภท คือ หลักสูตรของมหาวิทยาลัย Universität (University) และหลักสูตรของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ Fachhochschule (University of Applied Sciences) โดยผู้เรียนจะต้องเลือกเรียนให้สอดคล้องกับหลักสูตรในระดับปริญญาตรี ยกตัวอย่างเช่น หากผู้เรียนต้องการจะเรียนเกี่ยวกับหลักสูตรบริหารธุรกิจ Business จะต้องเลือกเรียนในหลักสูตร W-Kurs เป็นต้น

คลิก เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร Studienkolleg

มีโอกาสขอทุนการศึกษาอีกไหม?

มหาวิทยาลัยของรัฐในเยอรมนีที่ไม่มีการเก็บค่าเล่าเรียน อาจถือได้ว่า ได้รับทุนการศึกษาส่วนหนึ่งอยู่แล้ว เพราะรัฐบาลเยอรมันเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ แต่ก็จะมีบางมหาวิทยาลัยอาจมีการเรียกเก็บค่าเล่าเรียนเพียงเล็กน้อยหรืออาจเรียกเก็บภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง เช่น นักศึกษาที่เรียนนานกว่าที่หลักสูตรกำหนด เป็นต้น

สำหรับทุนอื่นๆ เช่น ทุนช่วยเหลือค่าเดินทาง ค่าตั๋วเครื่องบิน มีให้จากองค์กรแลกเปลี่ยนทางวิชาการเยอรมัน (German Academic Exchanfe Service หรือ DAAD) นอกจากนี้ก็จะเป็นทุนส่วนตัวของพ่อแม่ และผู้ปกครอง ที่อาจจะสนับสนุนน้องๆ ประมาณเดือนละ 30,000 บาท

คลิก เพื่อค้นหาตัวเลือกทุนการศึกษาจาก DAAD

เรียนต่อเยอรมนี สามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้หรือไม่?

เรียนต่อเยอรมนี สามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้ 120 วันต่อปี หรือ 240 วันต่อปี (ในกรณีที่ทำงานครึ่งวัน) การหางานพิเศษ อาจหาได้จากป้ายประกาศในมหาวิทยาลัยหรือตามที่ต่างๆ ที่เรียกว่า Schwarzes Brett หรือในประกาศหางานในเวบไซต์ ในเมืองใหญ่ อาจมีการแข่งขันในการหางานสูงกว่าเมืองเล็ก ค่าจ้างงานมักจะขึ้นอยู่กับหน้าที่ในการทำงานและค่าครองชีพของแต่ละเมือง

นอกจากนี้ นักศึกษาที่มีความสามารถในการสื่อสารภาษาเยอรมัน มีโอกาสได้งานและเลือกงานได้มากกว่านักศึกษาที่พูดได้เพียงภาษาอังกฤษ เพราะงานที่ต้องมีการติดต่อสื่อสารกับผู้คน ความรู้ภาษาเยอรมันเป็นสิ่งจำเป็น เช่น งานบริการในร้านอาหาร ในร้านขายของ เลี้ยงเด็ก ผู้ช่วยในสำนักงาน เป็นต้น นักศึกษาที่ยังสื่อสารภาษาเยอรมันได้ไม่คล่องนัก อาจหางานประเภทอื่น ๆ ได้ เช่น ผู้ช่วยในร้านอาหาร เป็นต้น

ค่าแรงขั้นต่ำประเทศเยอรมนีประมาณ  €9.35 (ประมาณ 347 บาท) ต่อชั่วโมง
อัพเดท 1 มกราคม 2563

สามารถอยู่ทำงานหลังเรียนจบที่เยอรมนีได้ไหม?

ผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สามารถอยู่ในเยอรมนีเพื่อหางานทำได้หลังเรียนจบ โดยสามารถยื่นขออยู่ต่อได้สูงสุด 18 เดือน หลังสำเร็จการศึกษา ด้วยวีซ่าทำงานหลังเรียนจบ Post-Study Work Visa และหากได้งานทำที่ตรงสายภายในระยะเวลา 18 เดือน ก้จะสามารถขอวีซ่าทำงาน หรือ EU-Blue Card ซึ่งเป็นใบอนุญาตทำงานที่รับรองจาก 25 ใน 28 ประเทศของสมาชิกสหภาพยุโรป โดยจะ

  • สามารถทำงานและรับเงินเดือนในอัตราเดียวกันกับคนในยุโรป
  • ได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจและสวัสดิการสังคม
  • มีโอกาสขอเป็นผู้อยู่อาศัยถาวร (Permanent Residence) เมื่อทำงานเป็นระยะเวลา 5 ปี

คลิก เพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ EU Blue Card


ติดต่อเดอะเบสท์เพื่อสอบถามข้อมูลการเรียนต่อต่างประเทศเพิ่มเติม

เดอะเบสท์ เป็นศูนย์บริการให้คำปรึกษาเรียนต่อต่างประเทศครบวงจร เราเป็นตัวแทนที่ให้บริการแนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และ ประเทศอื่นๆ อีก 25 ประเทศทั่วโลก เรายินดีให้ความช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มสมัครเรียน จนสำเร็จการศึกษา รวมถึงดูแลนักเรียนระหว่างเรียนจนนักเรียนเรียนจบด้วยทีมผู้เชียวชาญในด้านการเรียนต่อต่างประเทศ ที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ขั้นตอนเหล่านี้เราดำเนินการให้ฟรี และเราพร้อมที่จะทำตามคุณภาพ และมาตรฐานดังสโลแกนที่ว่า “We are Quality”

บริการของเรามีอะไรบ้าง ?

  • ฟรี!! บริการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเรียนต่อต่างประเทศทุกระดับชั้นทั่วโลก เราให้คำแนะนำในการเรียนต่อต่างประเทศ ทุกระดับชั้น ทั่วโลก ตั้งแต่ โรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม สถาบันวิชาชีพ และสถาบันในระดับอุดมศึกษา รวมถึงหลักสูตรภาษาต่างประเทศ และเลือกสถาบันที่ดีที่สุดให้กับผู้เรียน
  • เราให้ความช่วยเหลือตั้งแต่การประสานงานโรงเรียน เลือกโรงเรียนให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้เรียน เตรียมเอกสารสมัครเรียน และดำเนินเรื่องสมัครเรียนให้ฟรี
  • บริการเตรียมเอกสารยื่นวีซ่าครบวงจร และบริการยื่นวีซ่ากว่า 25 ประเทศทั่วโลก พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าอย่างตรงจุด และแนะนำวิธีการเตรียมตัวในการสัมภาษณ์วีซ่า : เป้าหมายของเราคือต้องการให้ลูกค้าทุกท่านประสบความสำเร็จ
  • บริการแปลเอกสาร ภาษาไทย – ภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาอังกฤษ – ภาษาไทย รวมถึงภาษาที่ 3 ด้วยราคามิตรภาพ เริ่มต้นเพียงแผ่นละ 200 บาท
  • บริการสมัครสอบ IELTS เดอะเบสท์ เป็นตัวแทนรับสมัครสอบ IELTS IDP อย่างเป็นทางการ พร้อมให้คำแนะนำ และนัดวันสอบให้โดยน้องๆ ไม่ต้องเสียเวลาสมัครเอง สมัครสอบได้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
  • บริการซื้อประกันภัยการเดินทางและประกันสุขภาพนักเรียนต่างชาติ จากบริษัทประกันชั้นนำ MSIG, NIB, Allianz, Orbit และอื่นๆ
  • บริการจองตั๋วเครื่องบิน ทุกสายการบิน และประสานงานกับสถาบันเกี่ยวกับรถรับ – ส่ง สนามบิน
  • บริการจัดหาที่พักทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นโฮมสเตย์ อพาร์ทเม้น หรือหอพักนักศึกษา จัดหาให้ตามความต้องการส่วนบุคคล

“เรายินดีที่จะดูแลนักเรียนทุกคน ตั้งแต่เริ่มต้นจนนักเรียนสำเร็จการศึกษา และทำให้การเรียนต่อของคุณเป็นเรื่อง่าย ” สอบถามข้อมูลการบริการเพิ่มเติมติดต่อ
โทร : 090-327 3558088-269 5099
Email : contact@thebest-edu.com
Line : @thebesteduหรือคลิ๊กเพิ่มเพื่อนด้านล่างได้เลยค่ะ

เพิ่มเพื่อน

วางแผนเรียนต่อต่างประเทศ?
ปรึกษา "เดอะเบสท์" ได้เลย









ข้าพเจ้ายินยอมรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการเรียนต่อต่างประเทศจาก ศูนย์ฯ เดอะเบสท์
ข้าพเจ้าได้อ่านและยอมรับข้อกำหนดและนโยบายความเป็นส่วนตัว

1 ความเห็น


Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.