ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาสากล และไม่ได้เป็นเพียงใช้ในการสื่อสารกับเจ้าของภาษาเท่านั้น แต่เป็นภาษาที่สองที่คนจากประเทศอื่นๆ ใช้เป็นภาษากลางในการสื่อสารกันอีกด้วย ปัจจุบัน ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการของ 53 ประเทศ และมีผู้คนสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ประมาณ 400 ล้านคนทั่วโลก

การที่สามารถฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษได้ดี จะเป็นข้อได้เปรียบในหลายๆ ทั้งด้านการเรียน ด้านการทำงาน นอกจากนี้ ภาพยนตร์ หนังสือ และ เพลงสากล ได้รับการผลิตและตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษมากมาย ดังนั้น ผู้ที่ได้ภาษาอังกฤษ จะสามารถเข้าถึงความบันเทิงมากมาย และสามารถเข้าใจวัฒนธรรมได้มากขึ้น นอกจากนี้ ภาษาอังกฤษ ยังมีความสำคัญเนื่องจากจะช่วยให้สามารถเข้าถึงเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตได้มากกว่าคนอื่นๆ ด้วย

น้องๆ หลายคนที่กำลังวางแผนเรียนภาษาอังกฤษต่างประเทศอยู่ และยังไม่สามารถตัดสินใจได้ว่า จะเลือกเรียนที่ไหนดี ระหว่าง ศูนย์ภาษากับมหาวิทยาลัย และ สถาบันสอนภาษาเอกชน ศูนย์ฯ เดอะเบสท์ ได้สรุปข้อมูลมาให้แล้ว สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ในบทความนี้ได้เลยค่ะ

ทำไมควรไปเรียนภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศ?


การเรียนภาษาอังกฤษในต่างประเทศ ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ และใช้ชีวิต ซึมซับวัฒนธรรมกับคนท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ จะทำให้ทักษะภาษาอังกฤษสามารถพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้น มีหลักสูตรให้เลือกเรียนที่หลากหลาย สอนโดยเจ้าของภาษาที่มีคุณภาพสูง และสถาบันสอนภาษาทุกแห่งในต่างประเทศ จะต้องได้รับการยอมรับจากรัฐบาล ซึ่งเป็นตัวการันตีให้เห็นถึงคุณภาพและมาตรฐานการสอน

นอกจากได้คุณภาพการศึกษาที่ดีกว่าแล้ว การเรียนภาษาอังกฤษต่างประเทศ จะต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารตลอดเวลา ผู้เรียนจึงได้ฝึกฝนทักษะการสื่อสารในสถานการณ์จริง เพิ่มความมั่นใจในตนเอง จนสามารถสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติ ได้สำเนียงที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ยังได้ประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างประเทศอีกด้วย จึงเป็นเหตุผลที่ควรเรียนภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศ

หลักสูตรภาษาอังกฤษ ESL Programs คืออะไร?

หลักสูตร ESL ย่อมาจาก English as a Second Language เป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับชาวต่างชาติ ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพูด เป้าหมายของหลักสูตร ESL คือการพัฒนาระดับภาษาอังกฤษของนักเรียนที่มาจากต่างประเทศ สามารถเรียนรู้ และเข้าใจภาษาอังกฤษในแต่ละบริบท ดังนี้

  • เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนต่อในโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ
  • ช่วยปรับปรุงทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ
  • ช่วยเตรียมความพร้อมในการสอบภาษาอังกฤษ เช่น TOEFL, IELTS และ Cambridge
  • เพื่อตอบสนองความต้องการในการเรียนภาษาอังกฤษเฉพาะทาง เช่น ภาษาอังกฤษเชิงธุรกิจ Business English หรือภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร Conversational English
  • เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมประเพณี และพับปะผู้คนใหม่ๆ ในต่างประเทศ

หลักสูตร ESL Programs เปิดสอนที่ไหนบ้าง?

สถาบันที่สอนหลักสูตร ESL Programs มีหลากหลายแบบ ทั้งสถาบันสอนภาษาเอกชน Private English School ศูนย์ภาษาของมหาวิทยาลัย University English Language Centre โรงเรียนนานาชาติ International School วิทยาลัยเอกชน College และสถาบันวิชาชีพของรัฐบาล แต่ในบทความนี้ ศูนย์ฯ เดอะเบสท์ จะขอยกตัวอย่าง 2 แบบ คือ เรียนกับโรงเรียนสอนภาษาเอกชน Private English School กับเรียนกับศูนย์ภาษาของมหาวิทยาลัย University English Language Centre ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบนี้ มีความนิยมมากที่สุด และน้องๆ หลายๆ คนยังเลือกไม่ถูกว่าจะเรียนที่ไหนดี มีความแตกต่างกันดังนี้

  1. เรียนภาษากับศูนย์ภาษาของมหาวิทยาลัย University English Language Centre – เป็นศูนย์ภาษาที่บริหารโดยมหาวิทยาลัย มีหลักสูตรให้เลือกเรียนหลากหลาย ตั้งแต่ภาษาอังกฤษทั่วไป General English จนถึงหลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย English Foundation Program หรือ English Pathway Program โดยระยะเวลาเรียนขึ้นอยู่กับหลักสูตรที่เรียน ยืดหยุ่น และมีวัตถุประสงค์ชัดเจน เหมาะสำหรับผู้ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต่อต่างประเทศ หรือเรียนต่อในระดับปริญญาในมหาวิทยาลัยที่ได้เลือกเรียน
  2. เรียนภาษากับสถาบันสอนภาษาเอกชน Private English Language School – สถาบันสอนภาษาที่บริหารงานโดยเอกชน เปิดสอนหลักสูตรภาษาที่หลากหลายเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษโดยรวม ให้ความยืดหยุ่นแก่นักเรียนในการเลือกวันเริ่มต้นและระยะเวลาของหลักสูตร เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฝึกภาษาอังกฤษระยะสั้น หรือต้องการมีเวลาว่างในการท่องเที่ยวหลังเลิกเรียน โดยสถาบันสอนภาษาเอกชน แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
    1. Private English Language School Local Brand เป็นสถาบันสอนภาษาเอกชนที่เปิดสอนเฉพาะประเทศนั้น หรือมีวิทยาเขตเดียวในเมืองนั้นๆ เช่น สถาบัน Browns English Language School  สถาบันสอนภาษาอังกฤษเมืองบริสเบนและโกลด์โคสต์ ประเทศออสเตรเลีย หรือ สถาบัน Impact English College สถาบันสอนภาษาอังกฤษ ที่เปิดสอน 2 วิทยาเขตคือ เมลเบิร์น และบริสเบน
    2. Private English Language School Global Brand เป็นสถาบันสอนภาษาเอกชนที่เปิดสอนหลากหลายวิทยาเขตทั่วโลก เช่น สถาบัน ILSC มี 8 วิทยาเขต จาก 3 ประเทศทั่วโลก คือ แคนาดา ออสเตรเลีย และอินเดีย และสถาบัน Kaplan International มีวิทยาเขตกว่า 30+ วิทยาเขต จาก 6 ประเทศทั่วโลก ทั้ง อังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ไอร์แลนด์ และแคนาดา ข้อดีคือ ผู้เรียนสามารถย้ายที่เรียนไปประเทศอื่น ในสถาบันเดียวกันได้ด้วย

หลักสูตรภาษาอังกฤษ ESL Programs มีอะไรบ้าง?

หลักสูตรภาษาอังกฤษ ESL Programs มีหลากหลายหลักสูตร เพื่อตอบสนองทุกวัตถุประสงค์ของผู้เรียน ตั้งแต่ระดับเริ่มต้น Beginner จนถึงระดับเชี่ยวชาญ Advanced รวมถึงหลักสูตรเสริมมากมาย ขึ้นอยู่กับทางสถาบันที่เปิดสอน ยกตัวอย่าง เช่น

  • General English / Intensive English Programs หลักสูตรภาษาอังกฤษทั่วไป เป็นหลักสูตรยอดนิยมอันดับหนึ่งของนักเรียนไทย พัฒนาทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน เป็นหลักสูตรเริ่มต้น Beginner จนถึงระดับเชี่ยวชาญ Advanced เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษเลย หรืออยากปรับพื้นฐานเพื่อก้าวเข้าสู่หลักสูตรที่เข้มข้นขึ้น โดยส่วนใหญ่ จะเปิดสอนทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ ระยะเวลาเรียนเฉลี่ย 20 ชั่วโมง / สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับแต่ละหลักสูตร (Intensive English Program จะเรียนเข้มข้นกว่า ประมาณ 25 – 30 ชั่วโมง / สัปดาห์) หลักสูตรนี้ สามารถเริ่มเรียนได้เลยโดยนักเรียนจะได้รับการทดสอบภาษาอังกฤษก่อนเริ่มเรียน เพื่อจัดห้องเรียนให้เหมาะสม
  • English Foundation Programs / English Pathway Programs – หลักสูตรเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียนในระดับวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ การเรียนการสอนเข้มข้น 20 – 25 ชั่วโมง / สัปดาห์ สอนทักษะด้านวิชาการและการศึกษาทั่วไป เรียนรู้วิธีการอ่านตำรา หนังสือพิมพ์ และบทความในนิตยสาร จัดระเบียบการเขียน ฝึกเขียนบทความ และรายงานประเภทต่างๆ เรียนรู้วิธีการฟังและจดบันทึกการบรรยายในมหาวิทยาลัยการพูดการปรับปรุงการออกเสียงและการอภิปรายในชั้นเรียน หลักสูตรนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าเรียนในระดับวิชาชีพ หรือปริญญาตรี เพราะสามารถเข้าตรง Direct Entry กับมหาวิทยาลัยได้เลย โดยไม่ต้องสอบ IELTS, TOEFL หรือ Cambridge แต่ผู้เรียนจะต้องมีพื้นฐานภาษาอังกฤษระดับกลางขึ้นไป
  • Exam Preparation Programsหลักสูตรเตรียมสอบภาษาอังกฤษ เช่น IELTS, TOEFL และ Cambridge หลักสูตรนี้ จะเน้นเทคนิคการทำข้อสอบ กลยุทธ์การทำข้อสอบ รวมถึงไวยกรณ์ คำศัพท์ ที่ใช้ในการสอบ ผู้เรียนจะต้องมีพื้นฐานภาษาอังกฤษระดับกลางขึ้นไป
  • English for Specific Purposes (ESP) Programsหลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์เฉพาะทาง ได้รับการออกแบบมาสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาภาษาอังกฤษควบคู่กับหลักสูตรอื่นๆ เช่น ภาษาอังกฤษเชิงธุรกิจ English for Business ภาษาอังกฤษสำหรับวิทยาศาสตร์การแพทย์ English for Medical Sciences เหมาะสำหรับนักธุรกิจที่ต้องการเพิ่มทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานในอนาคต หรือผู้ที่ต้องการปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษเฉพาะทาง ในสาขาวิชาที่ต้องการจะเรียนต่อในอนาคต โดยปกติจะรับผู้เรียนที่มีทักษะภาษาอังกฤษระดับกลางขึ้นไป
  • High School Preparationหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับเข้าเรียนต่อมัธยมปลายต่างประเทศ สำหรับนักเรียนต่างชาติที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพูด ที่ต้องการเข้าเรียนมัธยมปลายที่ต่างประเทศ แน่นอนว่าจะต้องได้ภาษาอังกฤษในระดับที่อ่านออก เขียนได้ หลักสูตรนี้ออกแบบมาเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาอังกฤษ ควบคู่ไปกับหลักสูตรขั้นพื้นฐาน เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของประเทศที่ไปเรียนด้วย เหมาะสำหรับนักเรียนที่วางแผนเข้าเรียนต่อในระดับมัธยมปลายที่ต่างประเทศ แต่ขาดทักษะภาษาอังกฤษ หลักสูตรนี้ สามารถเริ่มเรียนได้เลยโดยนักเรียนจะได้รับการทดสอบภาษาอังกฤษก่อนเริ่มเรียน เพื่อจัดห้องเรียนให้เหมาะสม
  • English Plus Activity Programsหลักสูตรนี้จะเรียนภาษาอังกฤษในตอนเช้ากับกิจกรรมในช่วงบ่าย มีกิจกรรมหลายประเภทให้เลือก เช่น การขี่ม้า เทนนิส กอล์ฟ กีฬาทางน้ำ การเล่นสกี การเล่นสโนว์บอร์ด และกีฬาประจำฤดูอื่นๆ ขึ้นอยู่กับทางสถาบันได้จัดเตรียมให้ เหมาะสำหรับนักเรียนที่ต้องการใช้เวลาว่างในช่วงปิดเทอม มาพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ควบคู่กับทำกิจกรรมที่ต่างประเทศ หลักสูตรนี้ เหมือนกับหลักสูตร General English แต่จะเพิ่มกิจกรรมเสริมเข้ามา สามารถเริ่มเรียนได้เลยโดยนักเรียนจะได้รับการทดสอบภาษาอังกฤษก่อนเริ่มเรียน เพื่อจัดห้องเรียนให้เหมาะสม
  • Vacation Course / Summer Courseหลักสูตรซัมเมอร์ หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับน้องๆ ที่อยากใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เดินทางไปเรียนภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศ ระยะเวลาของหลักสูตรตั้งแต่ 2 – 12 สัปดาห์ หรือตามความต้องการ เนื้อหาของหลักสูตรคล้ายกับหลักสูตร English Plus Activity มีชั้นเรียนภาษาอังกฤษในช่วงเช้า และทำกิจกรรม หรือ ท่องเที่ยว ในช่วงบ่าย แต่จะแตกต่างกันตริงที่ กิจกรรมจะปรับเปลี่ยนตลอดเวลา และไม่เฉพาะเจาะจง เช่น ท่องเที่ยว ชมพิพิธภัณฑ์ สวนสนุก เดินเล่น หรือกิจกรรมเบาๆ ภายในสถาบัน เช่น ปาร์ตี้บาร์บีคิว ชมภาพยนตร์ เป็นต้น

 


ระหว่าง เรียนภาษาอังกฤษกับศูนย์ภาษามหาวิทยาลัย กับ เรียนภาษาอังกฤษกับสถาบันสอนภาษาเอกชน เลือกเรียนแบบไหนดี

การเรียนภาษาอังกฤษกับศูนย์ภาษามหาวิทยาลัย และเรียนภาษาอังกฤษกับสถาบันสอนภาษาเอกชน มีคุณภาพ และมีมาตรฐานเช่นเดียวกัน แต่จะมีข้อแตกต่างกันเพียงในระดับหนึ่ง ที่ผู้เรียนอาจจะต้องพิจารณา 4 ข้อหลักๆ ดังนี้

1. ความแตกต่างด้านสิ่งอำนวยความสะดวก

การเลือกเรียนภาษาอังกฤษกับมหาวิทยาลัย มีข้อดีอย่างเห็นได้ชัดคือ พื้นที่กว้างขวาง ผู้เรียนสามารถใช้ชีวิต และใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของมหาวิทยาลัยได้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งหอพักนักศึกษา ศูนย์อาหาร สระว่ายน้ำ ศูนย์กีฬา สนามกีฬา ห้องสมุด ชมรมนักศึกษา และอื่นๆ และปกติมหาวิทยาลัยจะออกบัตรประจำตัวนักศึกษาอย่างเป็นทางการให้กับผู้ที่เรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ จึงทำให้ผู้เรียนส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลีย ได้บรรยากาศได้เรียนในมหาวิทยาลัยแบบจริงจัง เหมาะสำหรับผู้เรียนที่ตั้งในมาเรียนเพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง

สำหรับสถาบันสอนภาษาเอกชนทั่วไป จะใช้พื้นที่ประมาณหนึ่งถึงสองช่วงตึก หรือบางแห่ง อาจมีตึกเรียนเป็นของตนเอง สถาบันสอนภาษาเอกชนส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใจกลางเมือง ถึงแม้ว่าสิ่งอำนวยความสะดวกในตัวสถาบันสอนภาษาเอกชนเองอาจจะมีข้อจำกัดน้อยกว่ามหาวิทยาลัย แต่ข้อดีคือผู้เรียนสามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างง่ายดาย ทดแทนด้วยมีสิ่งอำนวยความสะดวกใจกลางเมือง ใกล้ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เหมาะสำหรับผู้เรียนที่ชอบท่องเที่ยว หรือง่ายต่อการหางานพาทไทม์ระหว่างเรียนหลังเลิกเรียน

2. ความแตกต่างด้านการเรียน และหลักสูตร

หลักสูตรภาษาอังกฤษ ในมหาวิทยาลัย นั้นมีทุกรูปแบบตั้งแต่หลักสูตรภาษาอังกฤษทั่วไป ไปจนถึงภาษาอังกฤษสำหรับตรียบสอบ / ภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ การเรียนภาษาอังศูนย์ภาษาของมหาวิทยาลัยจะเหมาะสำหรับผู้เรียนที่ต้องการพัฒนาภาษาเพื่อการเตรียมความพร้อมเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยโดยตรง การเรียนการสอนเข้มข้นกว่า เน้นไวยากรณ์ การอ่าน การเขียนและการพูด มีหลักสูตร English Pathway หรือ Foundation Certificate in English ซึ่งเป็นหลักสูตรที่สามารถเข้าตรง Direct Entry ในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ในมหาวิทยาลัยได้เลยโดยไม่ต้องสอบ IELTS TOEFL และมีกิจกรรมเสริม คลลาสเรียนเสริมฟรีที่สนับสนุนกับผู้เรียนหลังเลิกเรียน เช่น Conversation Club, Job Club, Pronunciation Club, Academic English Club เป็นต้น

สำหรับสถาบันสอนภาษาเอกชนมีก็มีหลักสูตรหลากหลายให้เลือกเช่นเดียวกัน เช่น General English, English Exam Preparation, Academic English หลังเลิกเรียนก็จะมีคลาสเรียนเสริมฟรีเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ คุณภาพการศึกษาก็จะแตกต่างกันไป ถ้าหากเลือกเรียนสถาบันสอนภาษาเอกชน ในระดับพรีเมียม มีชื่อเสียง มีหลายวิทยาเขต และมีราคาสูง คุณภาพการเรียนการสอนก็จะดีเทียบเท่ากับการเรียนศุนย์ภาษาของมหาวิทยาลัย แต่ประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า

นอกจากนี้ สถาบันสอนภาษาเอกชนบางแห่งก็เปิดสอนหลักสูตร English Pathway สำหรับเข้าเรียนมหาวิทยาลัยโดยตรงเช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องตรวจสอบเงื่อนไขของแต่ละสถาบันหรือมหาวิทยาลัยว่า หากเรียนจบจากสถาบันสอนภาษานี้ สามารถนำผลการเรียนสมัครเข้าตรงกับมหาวิทยาลัยได้เลยหรือไม่ หรือมีเงื่อนไขอื่นๆ เพื่มเติมหรือไม่ กรุณาสอบถามเดอะเบสท์เพิ่มเติมเพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้องในการวางแผนเรียนต่อ

3. ความแตกต่างด้านครูผู้สอน

ครูผู้สอนหลักสูตร ESL Program สำหรับนักเรียนต่างชาติ จะต้องมีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ในแต่ละประเทศ เช่น TESOL, CELTA, TEFL และ DELTA  แต่สำหรับการเรียนภาษาในศูนย์ภาษาของมหาวิทยาลีย ครูผู้สอนส่วนใหญ่จะสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทขึ้นไป และมีประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า มีคุณภาพสูง มีประสบการณ์การสอนนักศึกษาชาวต่างชาติอย่างดี เป็นเจ้าของภาษา Native Speaker สร้างบรรยากาศในห้องเรียนได้อย่างสนุกสนาน ไม่น่าเบื่อและมีความเป็นมืออาชีพ มีการช่วยเหลือทั้งในห้องเรียน และนอกห้องเรียน

สำหรับครูผู้สอนของสถาบันสอนภาษาอังกฤษเอกชนมีมาตรฐานเช่นเดียวกัน มีหลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียนตามค่าใช้จ่ายที่คุณได้จ่ายไป บางสถาบันอาจจะเปิดโอกาสให้คนที่ไม่ใช่ Native Speaker หากคุณเลือกสถาบันที่เปิดมาอย่างยาวนาน มีหลายแคมปัส เช่น Global Brand มีรางวัลการันตี คุณภาพการเรียนการสอนก็จะดีมาก เทียบเท่ากับการเรียนในชั้นเรียนมหาวิทยาลัยได้เลย ซึ่งค่าใช้จ่ายไม่สูงเกินไป

แต่แน่นอนว่าถ้าหากเลือกสถาบันสอนภาษาเอกชนที่ราคาถูกมากๆ คุณภาพของสถาบันและประสบการณ์ของครูผู้สอนอาจจะเทียบเท่ากับครูที่สอนในมหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่ครูผู้สอนก็มีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่อยากประหยัดงบประมาณ อยากไปเรียนต่างประเทศ อยากใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ ไปท่องเที่ยวที่ต่างประเทศ หรือเรียนด้วยทำงานพาทไทม์ไปด้วย

4. ความแตกต่างด้านที่พัก

ในการเรียนภาษาต่างประเทศ ผู้เรียนสามารถเลือกที่พักเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษาในศูนย์ภาษามหาวิทยาลัย หรือเรียนภาษากับสถาบันสอนภาษาเอกชน โดยรูปแบบที่พักทั่วไปจะเป็นโฮมสเตย์ อพาร์ทเม้นแชร์ ซึ่งค่าใช้จ่ายไม่ได้ต่างกันมาก แต่ถ้าหากหาที่พักด้วยตนเอง ก็จะได้ที่พักในราคาที่ถูกกว่า

แต่สำหรับการเรียนภาษาในศูนย์ภาษามหาวิทยาลัย มีตัวเลือกที่พักเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งตัวเลือกคือ ผู้เรียนสามารถเลือกพักกับหอพักนักศึกษาของมหาวิทยาลัยได้ ซึ่งจะใช้ชีวิตรวมกับนักศึกษาอื่นๆ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการฝึกพูดภาษาอังกฤษและทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ และให้ความรู้สึกเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยนั้นจริงๆ

ภาพบรรยากาศหอพักนักศึกษา

5. ความแตกต่างด้านค่าใช้จ่าย

หากเปรียบเทียบค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายในการเรียนภาษาอังกฤษกับมหาวิทยาลัยสูงกว่าการเรียนโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษอย่างชัดเจน อาจจะสูงกว่า 30 – 60% ของค่าใช้จ่ายในการเรียน แต่แลกมาด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกแบบเต็มรูปแบบ คุณภาพการเรียนรู้ที่พร้อม อาจารย์ที่มีประสบกาณ์ในการสอนมาอย่างยาวนาน และได้ใช้สิทธินักศึกษามหาวิทยาลัยเต็มรูปแบบ ในขณะที่โรงเรียนสอนภาษาไม่มี โดยปกติ ค่าใช้จ่ายในการเรียนภาษามหาวิทยาลัย มีค่าใช้จ่าย $300 – $500 ต่อสัปดาห์ ส่วนใหญ่ศูนย์ภาษาของมหาวิทยาลัยจะไม่มีส่วนลด แต่อาจจะมีโปรโมชั่นและส่วนลดบางในบางมหาวิทยาลัย

ตัวอย่างค่าใช้จ่ายในการเรียนภาษาอังกฤษกับศูนย์ภาษามหาวิทยาลัย

2

สำหรับค่าใช้จ่ายในการเรียนสถาบันสอนภาษาเอกชน นั้นจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับขนาดสถาบัน ชื่อเสียง คุณภาพการศึกษา ที่ตั้งของสถาบัน ชั่วโมงเรียนต่อสัปดาห์ และสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งจะค่าใช้จ่ายโดยรวมจะถูกกว่ามหาวิทยาลัยประมาณ 30 – 50% เลยทีเดียว โดยปกติ จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ $200 – $300 ต่อสัปดาห์ และส่วนใหญ่จะมีโปรโมชั่นที่น่าสนใจตลอดทั้งปี เช่น ลดค่าเรียนพิเศษสำหรับนักเรียนไทย หรือยิ่งเรียนนานค่าเรียนเฉลี่ยแต่ละสัปดาห์ก็จะถูกกว่า เป็นต้น

ตัวอย่างค่าใช้จ่ายในการเรียนภาษาอังกฤษกับสถาบันสอนภาษาเอกชน

สถาบันสอนภาษาเอกชน.jpg

คำแนะนำของเดอะเบทส์

จากประสบการณ์ของเดอะเบสท์ หากใครที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษมาอยู่แล้ว และวางกำลังแผนเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย เราแนะนำให้เข้าเรียนกับศูนย์ภาษาของมหาวิทยาลัยโดยตรง จะตอบโจทย์ที่สุด เนื่องจากมีหลักสูตรที่ช่วยให้น้องๆ ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้ง่ายกว่า ประหยัดเวลามากกว่า ตารางเรียนเข้มข้นมากกว่า ได้ทำความรู้จักกับเพื่อนที่มีเป้าหมายเดียวกัน และสภาพแวดล้อมโฟกัสเรื่องการเรียนเป็นหลัก ทำให้พัฒนาการเรียนไปได้อย่างรวดเร็ว หรือน้องๆ คนไหนที่ต้องการพัฒนาอย่างจริงจังและอยากใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย ไม่ติดเรื่องงบประมาณ ไม่ได้ต้องการทำงานพาทไทม์ การเรียนกับศูนย์ภาษาของมหาวิทยาลัยนั้นตอบโจทย์ที่สุด

แต่ถ้าหากต้องการเรียนภาษาแบบพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษทั่วไป ไม่ได้ต้องการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ต้องการมีเวลาว่างในการท่องเที่ยว ต้องการเรียนด้วย ทำงานด้วย และประหยัดค่าใช้จ่าย การเรียนในศูนย์ภาษาของมหาวิทยาลัยอาจไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องงบประมาณสักเท่าไหร่ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่สูงพอสมควร ดังนั้น การเลือกเรียนกับสถาบันสอนภาษาเอกชนก็เป็นตัวเลือกที่ดีในการไปเรียนต่อภาษาอังกฤษต่างประเทศมากกว่า แนะนำให้ปรึกษากับทางเดอะเบสท์เพิ่มเติมเพื่อเลือกสถาบันที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนให้มากที่สุดค่ะ

ต้องเรียนภาษาอังกฤษระยะเวลาเท่าไหร่

ลองทำความเข้าใจกับบทความนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการประเมินระยะเวลาในการเรียนภาษาอังกฤษต่างประเทศด้วยตนเอง ในบทความ เรียนภาษาอังกฤษต่างประเทศ ไม่เก่งภาษาเลย ต้องเรียนนานเท่าไหร่? เรียนคอร์สอะไร? วางแผนการเรียนอย่างไรดี? คลิก

ติดต่อเดอะเบสท์เพื่อสอบถามข้อมูลการเรียนต่อออสเตรเลียเพิ่มเติม

เดอะเบสท์ ศูนย์ให้บริการแนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศครบวงจร

  • บริการให้คำปรึกษาฟรี ทั้งเรื่อง การเรียน
  • เรื่องการทำวีซ่า การเตรียมเอกสาร
  • ทำให้การเรียนต่อต่างประเทศเป็นเรื่องง่าย
  • ดูแลจนกว่านักเรียนจะเรียนจบ
  • ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าใช้จ่ายที่ทางโรงเรียนเรียกเก็บ
  • คลิ๊ก เพื่อทำความรู้จักเดอะเบสท์ เพิ่มเติม

วางแผนเรียนต่อต่างประเทศ?
ปรึกษา "เดอะเบสท์" ได้เลย









ข้าพเจ้ายินยอมรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการเรียนต่อต่างประเทศจาก ศูนย์ฯ เดอะเบสท์
ข้าพเจ้าได้อ่านและยอมรับข้อกำหนดและนโยบายความเป็นส่วนตัว

แนะนำให้สอบถามก่อนล่วงหน้า 4 เดือนก่อนจะเดินทาง ช้าสุดไม่ควรน้อยกว่า 2 เดือน เพื่อทางเดอะเบสท์จะได้ทำการจองที่นั่ง เนื่องจากจำนวนนักเรียนที่รับเข้าเรียนได้มีจำนวนจำกัด

สอบถามข้อมูลการบริการเพิ่มเติมติดต่อ
โทร
 :
090-327 3558088-269 5099

Email : contact@thebest-edu.com
Line : @thebesteduหรือคลิ๊กเพิ่มเพื่อนด้านล่างได้เลยค่ะ

เพิ่มเพื่อน

1 ความเห็น


Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.