8 เรื่องที่ต้องรู้ เลือกโรงเรียนสอนภาษาในต่างประเทศ เลือกยังไงให้คุ้มค่าและปังที่สุด บทความนี้มีคำตอบ

การเรียนต่อต่างประเทศ เป็นการลงทุนด้านการศึกษา ดังนั้น ทุกขั้นตอน จะต้องได้รับการพิจารณาอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้มีการผิดพลาด เริ่มตั้งแต่การเลือกหลักสูตรภาษา ผู้เรียนต้องการเรียนภาษาอะไร และวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ตลอดจนการเลือกประเทศ เลือกเมือง ให้ตรงกับวิถีชีวิตของผู้เรียน

ขั้นสำคัญอีกขั้นตอนหนึ่ง ในการเรียนต่อต่างประเทศที่สำคัญ คือ การเลือกโรงเรียน เลือกอย่างไรให้เหมาะสม และคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปให้มากที่สุด เดอะเบสท์ จึงทำบทความสรุป 8 เรื่องควรรู้ เกี่ยวกับการเลือกโรงเรียนสอนภาษาในต่างประเทศ เพื่อประกอบการตัดสินใจ

เลือกอ่านตามหัวข้อที่สนใจ

8 เรื่องที่ต้องรู้ เลือกโรงเรียนสอนภาษาในต่างประเทศ


1. ค่าเรียนไม่ใช่ตัวแปรหลักในการตัดสินใจ โรงเรียนที่ถูกที่สุด ไม่ได้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอไป

ทางเดอะเบสท์ เข้าใจดีว่า น้องๆ ส่วนใหญ่ชอบโรงเรียนที่ค่าใช้จ่ายถูกๆ หรือโปรโมชั่นลดราคา แต่โรงเรียนที่ค่าใช้จ่ายถูกๆ ไม่ได้หมายความว่าจะคุ้มค่าเสมอไป เพราะอาจจะมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าอุปกรณ์การสอน หรือค่าสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ดังนั้น การเปรียบเทียบราคา ควรเปรียบเทียบจาก ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ที่รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว การเรียนต่อต่างประเทศ เป็นโอกาสที่ไม่ได้มีบ่อยๆ ดังนั้น เพื่อผลประโยชน์ของตัวผู้เรียน นักเรียนควรจะเลือกโรงเรียนที่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่เสียไปให้มากที่สุด นอกจากนี้ การเปลี่ยนโรงเรียนบ่อยๆ สถานทูตอาจจะมองว่า เรามีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝง หรือไม่ตั้งใจเรียน ซึ่งจะมีผลในการขอต่อวีซ่าในอนาคตอีกด้วย

บางโรงเรียน มีค่าใช้จ่ายที่แพงกว่าไม่มาก แต่แลกมาด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆ มีห้องเรียนที่หลากหลาย มีหลักสูตรที่ตอบโจทย์ ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวกสบาย และมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียน ถ้าหากยังมองภาพไม่ออก ให้พิจารณาในหัวข้อดังต่อไปนี้

  • มีกิจกรรมนอกหลักสูตรหรือไม่ ? – โรงเรียนที่มีคุณภาพ จะมีกิจกรรมนอกหลักสูตรให้นักเรียนได้ทำกิจกรรม พบปะเพื่อนใหม่ๆ สังสรรค์วันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อให้นักเรียนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเรียนต่อต่างประเทศ
  • มีคลาสเรียนฟรีหรือไม่ ? – โรงเรียนสอนภาษาบางแห่ง ได้ทุ่มเทการเรียนการสอนให้นักเรียน เพื่อความสำเร็จของนักเรียนอย่างแท้จริง อาจมีการฝึกอบรม และบทเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมฟรี เช่น ชั้นเรียนสนทนา ชั้นเรียนฝึกไวยกรณ์
  • สิ่งอำนวยความสะดวกในโรงเรียนมีอะไรบ้าง ? – คุณสามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกอะไรบ้างในฐานะนักเรียน มี Wi-Fi ฟรี ห้องสมุด บริเวณที่เงียบสงบสำหรับทำการบ้านหรือเรียนพิเศษ หรือพื้นที่ส่วนกลางที่สะดวกสบายสำหรับการเข้าสังคมหรือไม่
  • มีข้อเสนอพิเศษหรือโปรโมชั่นหรือไม่ ? – ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายๆ โรงเรียน มีโปรโมชั่นลดค่าเรียน ฟรีค่าสมัคร ค่าอุปกรณ์การเรียน หรือของสมนาคุณต่างๆ มากมาย ซึ่งข้อนี้ ควรถามกับเอเจ้นท์ ที่น้องๆ ได้เลือกใช้บริการ เพราะส่วนใหญ่แล้ว โรงเรียนจะไม่ได้ชี้แจงเรื่องโปรโมชั่นกับนักเรียนโดยตรง แต่จะประชาสัมพันธ์ผ่านเอเจ้นท์ที่เป็นพาร์ทเนอร์

นอกจากนี้ โรงเรียนที่จัดโปรโมชั่นลดราคาเกินจริง หรือค่าใช้จ่ายถูกกว่าสถาบันอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง ควรตั้งคำถามไว้ก่อนว่า ราคาที่ลดไปนั้น มีผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาและการบริการที่จะได้รับหรือไม่ ดังนั้น แนะนำให้ปรึกษา ศูนย์ฯ เดอะเบสท์ เพื่อสอบถามค่าใช้จ่าย โปรโมชั่น และข้อเสนอพิเศษ รวมถึงรายละเอียดโรงเรียน หลักสูตร และความคุ้มค่าที่จะได้รับ

2. โรงเรียนที่เลือกเรียนนั้น มีกิจกรรมเสริมหลังเลิกเรียน หรือได้ทำเทคโนโลยีมาใช้กับการเรียนการสอนหรือไม่ ?

กิจกรรมหลังเลิกเรียน เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่บ่งบอกได้ว่า โรงเรียนที่เลือกอยู่ มีคุณภาพหรือไม่ โรงเรียนไหน มีกิจกรรมหลังเลิกเรียนที่หลากหลาย และมีประโยชน์ จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับหลักสูตรที่เรียน โดยกิจกรรมหลังเลิกเรียนที่ดี ควรครอบคลุมทุกกิจกรรมทางสังคม เช่น กีฬา ศิลปะ การช้อปปิ้ง หรือการท่องเที่ยว โดยกิจกรรมจะต้องสลับ สับเปลี่ยนตลอดระยะเวลาที่นักเรียนได้เรียนอยู่ นอกจากนี้ กิจกรรมหลังเลิกเรียน ยังมีส่วนในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนคนอื่นๆ จากทั่วโลก ได้ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ สร้างความสัมพันธ์ สร้างความบันเทิง และนักเรียนจะมีความสุขกับการเรียนมากขึ้น 

มีคอร์สติวนอกหลักสูตรฟรี

  • ชั้นเรียนสนทนาภาษาอังกฤษคุณสามารถฝึกทักษะการสนทนากับนักเรียนจากชั้นเรียนระดับและสัญชาติที่แตกต่างกัน ในเซสชันที่ผ่อนคลายและเป็นกันเองคุณสามารถเลือกหัวข้อที่คุณต้องการสนทนา
  • ชั้นเรียนไวยกรณ์ – เรียนรู้เคล็ดลับเพื่อฝึกฝนทักษะการใช้ภาษาที่แตกต่างกัน มีบริการคลินิกไวยากรณ์ การออกเสียง การเขียน และการอ่าน 
  • ชั้นเรียนเล็คเชอร์ – ชั้นเรียนนี้เป็นประโยชน์สำหรับนักเรียนที่วางแผนเรียนต่อในระดับวิชาชีพ หรือปริญญาตรี เนื่องจาก จะได้ฝึกการเขียนสรุปประเด็นในหัวข้อที่น่าสนใจ
  • BREAKING NEWS พบปะกับเพื่อนต่างชาติ พร้อมพูดคุย และอภิปรายข่าวสารในประเทศ และต่างประเทศ
  • ชั้นเรียนการเขียน – ฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ และพัฒนาความเข้าใจในเชิงปฏิบัติของรูปแบบการเขียนทั้งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ

มีคอร์สเรียนออนไลน์ Online Learning 

โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษบางแห่ง มีระบบการเรียนแบบออนไลน์ นักเรียนสามารถทำการบ้าน ฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษเพิ่มเติมผ่านระบบคอมพิวเตอร์ พร้อมรายงานผลความคืบหน้าเป็นระยะๆ นอกจากนี้ ยังมีการประกาศชมรม หรือกิจกรรมเสริมที่น่าสนใจ ซึ่งนักเรียนสามารถลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที

ตัวอย่างตารางเรียน และกิจกรรม ของสถาบัน EC English วิทยาเขต Brighton

EC-Adult-Brochure-2020-English-14.jpg

3. โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษที่ดี จะต้องมีหน่วยงานรับรอง และการเรียนการสอน จะต้องโฟกัสผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นหลัก

การไปเรียนภาษาอังกฤษในต่างประเทศเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ดังนั้น จึงต้องหาข้อมูลให้แน่ใจว่าสถาบันที่เลือกนั้นมีมาตรฐานการวัดระดับทางการศึกษาที่ได้มาตรฐาน และพร้อมที่จะรับรองการพัฒนาทางภาษาและผลการเรียนของคุณผ่านการวัดระดับที่มีมาตรฐานสากลหรือไม่

โรงเรียนที่เลือกจะต้องมีความน่าเชื่อถือ ได้รับการรับรองจากหน่วยงานการศึกษา

เนื่องจากเป็นการันตีว่า โรงเรียนมีความเป็นมืออาชีพ และมีประสบการณ์ด้านการเรียนการสอน โดยความน่าเชื่อถือนั้น วัดได้จากระยะเวลาที่เปิดทำการ จำนวนสาขา ได้รับการรับรองจากหน่วยงานด้านการสอนภาษา เช่น British Council English in UK Member, ALTO, English Australia, English New Zealand กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานอื่นๆ จากรัฐบาล

ACCET ACELS ISI British Coucil
BPPE English USA Languages Canada BPSS
PTIB English UK Member ALTO TESL
Marketing English in Ireland EduSA Eaquals logo SAYTC

 

โรงเรียนที่เลือกจะต้องมีการวัดผลที่เป็นมาตรฐานและสากล

แม้ว่าบางสถาบันจะมีการรับรองว่านักเรียนจะมีการพัฒนาทางภาษาอังกฤษที่ก้าวหน้าขึ้น แต่บางครั้งก็เป็นเพียงการเลื่อนนักเรียนให้ขึ้นไปเรียนในระดับต่อไปโดยไม่ได้มีมาตรฐานการวัดผลทางภาษาที่แน่นอน ดังนั้น โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษที่ดี ควรมีวิธีการวัดระดับภาษาอังกฤษที่เป็นสากล เช่น Common European Framework of Reference for Languages (CEFR) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้อธิบายระดับความเชี่ยวชาญทางภาษา ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในทวีปยุโรป และมีการยอมรับเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก และ ควรทุ่มเทความสำเร็จ และโฟกัสผู้เรียนเป็นหลัก ตั้งแต่เริ่มต้นหลักสูตร โรงเรียนควรจะประเมินตัวผู้เรียน และจัดตารางเรียนให้เหมาะสมกับระดับทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียน

Common European Framework of Reference for Languages (CEFR) คืออะไร ?

CEFR ได้รับการใช้งานอย่างกว้างขวางสำหรับการสอนภาษาในทวีปยุโรป รวมทั้งการศึกษาทั่วไปและโรงเรียนสอนภาษาเอกชน ในหลายประเทศใช้ CEFR แทนระบบการวัดระดับที่เคยใช้ในการสอนภาษาต่างประเทศ กระทรวงการศึกษาในยุโรปส่วนใหญ่ระบุเป้าหมายที่อ้างอิงตาม CEFR อย่างชัดเจน โดยระดับ CEFR สามารถแบ่งได้ดังนี้

Basic User

  • CEFR A1 Elementary – เป็นระดับเริ่มต้น สามารถใช้และคำใจคำพูด คำทักทายทั่วไป รวมถึงคำสั่งง่ายๆ เข้าใจในประโยคง่ายๆ ไม่มีความรู้ด้านไวยากรณ์และคำศัพท์
    • เปรียบเทียบกับคะแนนสอบ
    • TOEFL 0-12
    • Cambridge 100 – 120
  • CEFR A2 Pre Intermediate – ระดับภาษาที่สามารถพูดภายใต้สถานการณ์ที่มีความคุ้นเคยได้ มีความรู้ในด้านไวยากรณ์เล็กน้อย สามารถฟัง พูด อ่าน เขียน ในระดับเริ่มต้น
    • เปรียบเทียบกับคะแนนสอบ
    • TOEFL 13-36
    • IELTS 3.5 – 4.0
    • Cambridge 120 – 140 KET
    • ALTE Level 1

Independent User

  • CEFR B1 Intermediate – ระดับภาษาที่สามารถสนทนาเกี่ยวกับเรื่องราวในชีวิตประจำวันได้ อ่าน และเขียนในเรื่องราวที่มีความคุ้นเคยได้เป็นอย่างดี มีความรู้ด้านไวยากรณ์ปานกลาง และคำศัพท์เล็กน้อย
    • เปรียบเทียบกับคะแนนสอบ
    • TOEFL 37 – 54
    • IELTS 4.5 – 5.0
    • Cambridge 140 – 160 PET
    • ALTE Level 2
    • PTE 43 – 58
  • CEFR B2 Upper Intermediate – ระดับภาษาที่สามารถเข้าใจ และสนทนาในหัวข้อที่มีความคุ้นเคยได้ดี มีความสามารถทางด้านไวยากรณ์สูง และมีความรู้เรื่องคำศัพท์ปานกลาง
    • เปรียบเทียบกับคะแนนสอบ
    • TOEFL 55 – 74
    • IELTS 5.5 – 6.0
    • Cambridge 160 – 180 FCE
    • ALTE Level 3
    • PTE 59 – 75

Proficient User

  • CEFR C1 Advance – ระดับภาษาที่มีความมั่นใจ และมีความเชี่ยวชาญในด้านการสื่อสาร มีความรู้ด้านไวยากรณ์และคำศัพท์ระดับสูง มีความเข้าใจกับบทสนทนา หรือสำนวนที่มีความสลับซับซ้อน
    • เปรียบเทียบกับคะแนนสอบ
    • TOEFL 75 – 91
    • IELTS 6.5 – 7.0
    • Cambridge 180 – 200 FCE
    • ALTE Level 4
    • PTE 76 – 84
  • CEFR C2 Proficiency – ระดับภาษาที่ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษา มีความเข้าใจในภาษาพูดและภาษาเขียนที่มีความซับซ้อนได้ดี เข้าใจคำศัพท์เฉพาะทาง และสำนวนได้ดี การพูดมีความเป็นธรรมชาติ คล่องแคล่ว 
    • เปรียบเทียบกับคะแนนสอบ
    • TOEFL 92+
    • IELTS 7.5+
    • Cambridge 200+ CPE
    • ALTE Level 5
    • PTE 85 – 100

cefr-diagram-december-2020

มีนโยบายบังคับให้นักเรียนต้องใช้ภาษาอังกฤษเวลา English Only 

การไปเรียนภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศ นักเรียนควรจะได้ใช้ภาษาอังกฤษตลอดเวลา แม้กระทั่ง นักเรียนที่มาจากประเทศเดียวกัน ดังนั้น หลายๆ โรงเรียนจึงมีนโยบาย English Only เพื่อให้นักเรียนสนทนากันเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น ห้ามใช้ภาษาตัวเอง หรือภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ แม้กระทั่งคนในชาติเดียวกัน ถ้าหากอยู่ภายในบริเวณโรงเรียน จะต้องสนทนากันเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น

มีนโยบายการันตีผลการเรียน English Guarantee

เป้าหมายของการเรียนภาษาที่ต่างประเทศคือ ได้รับทักษะภาษาอังกฤษที่สูงขึ้น ดังนั้น โรงเรียนที่ดี หลายๆ แห่ง จะมีระบบ English Guarantee หรือการันตีผลการเรียน เพื่อรับประกันความก้าวหน้าทางภาษา ให้เหมาะสมกับระยะเวลาการเรียน ถ้าหากนักเรียนไม่มีความก้าวหน้า ทางโรงเรียนอาจจะให้เรียนเพิ่มโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อพัฒนาทักษะให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น ในระยะเวลาที่กำหนด

ยกตัวอย่างเช่น หากผู้เรียน เริ่มต้นที่ระดับ Elementary ทางโรงเรียนมีเงื่อนไขกำหนดแล้วว่า จะต้องใช้ระยะเวลา 6 สัปดาห์ เพื่อที่จะเลื่อนขั้นเข้าสู่ระดับ Pre Intermediate หากนักเรียนไม่สามารถสอบเลื่อนขั้นภายในระยะเวลาที่กำหนด ทางโรงเรียนจะอนุญาตให้เรียนเสริมในทักษะที่อ่อน เพื่อให้นักเรียนเลื่อนขั้นตามเป้าหมายได้

หลังจากเรียนจบ จะต้องได้รับใบประกาศนียบัตร

ใบประกาศนียบัตรเป็นใบเบิกทาง เพื่อไปสู่การเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น สถาบันการศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัยหลายแห่ง สามารถรับนักเรียน / นักศึกษา โดยไม่ต้องโชว์คะแนนสอบ IELTS, TOEFL หรืออื่นๆ เพียงแค่มีใบประกาศนียบัตร ที่แสดงให้เห็นถึงระดับภาษาอังกฤษของผู้เรียน ที่อ้างอิงจาก CEFR ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว สำหรับการเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรี จะใช้คะแนนทักษะทางภาษาอังกฤษอยู่ที่ระดับ CEFR B2 Upper Intermediate ซึ่งถ้าหากนักเรียนได้ใบประกาศนียบัตรหลักสูตรภาษาอังกฤษในระดับนี้ ก็สามารถเทียบโอนภาษาอังกฤษเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ตรงตามเงื่อนไขได้เลย

4. สถานที่ตั้งเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยกว่าค่าใช้จ่าย การเดินทางไปโรงเรียนจะต้องสะดวกสบาย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

ไม่มีสิ่งกำหนดตายตัวว่า โรงเรียนที่อยู่ในเมือง ดีกว่าโรงเรียนที่อยู่นอกเมือง แต่ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการเดินทาง เช่น โรงเรียนที่อยู่ใจกลางเมืองซิดนีย์ ถ้าอยากได้เดินทางสะดวก แนะนำให้พักหอพักที่อยู่ใกล้กับโรงเรียน แต่แน่นอนว่าจะต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น หรือโรงเรียนบางแห่งที่อยู่นอกเมือง แน่นอนว่าจะต้องเสียเวลาในการเดินทางเพิ่มมากขึ้น

คำแนะนำของเดอะเบสท์คือ เลือกโรงเรียนที่อยู่ในทำเลที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องอยู่ใจกลางเมือง แต่ควรมีระบบขนส่งสาธารณะเข้าถึง สามารถเดินทางได้อย่างสะดวก รอบๆ โรงเรียนควรมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร และอื่นๆ นอกเหนือจากสถานที่ตั้งแล้ว สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงเรียนก็สำคัญเช่นกัน มีสื่อการสอนที่ทันสมัย มีอินเตอร์เน็ตไร้สายเชื่อมต่อทั่วโรงเรียน ห้องเรียนต้องมีความสว่างกว้างขวาง และเงียบสงบ และเอื้ออำนวยต่อการเรียน 

ถ้าหากอยากย้ายเมือง หรือประเทศ ควรเลือกโรงเรียนที่มีหลายวิทยาเขต

หากเลือกโรงเรียนที่มีหลายวิทยาเขต หลายเมือง หลายประเทศ นักเรียนสามารถโอนย้ายไปเรียนที่เมืองอื่นๆ ได้ ตัวอย่างเช่น หากนักเรียนกำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่งในวิทยาเขต ซิดนีย์ แล้วโรงเรียนสอนภาษานี้มีวิทยาเขตในเมืองเมลเบิร์นด้วย นักเรียนสามารถย้ายไปเรียนที่เมืองเมลเบิร์นได้ แต่ถ้าหากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ก็จะต้องชำระส่วนต่างที่เหลือก่อน นอกจากนี้ หากโรงเรียนไหน มีวิทยาเขตที่ประเทศอื่น ก็สามารถย้ายข้ามประเทศได้ด้วยเช่นกัน เพียงแค่นักเรียนจะต้องจัดการยื่นวีซ่าให้ตรงตามเงื่อนไขของประเทศปลายทาง

ตัวอย่างโรงเรียนภาษาอังกฤษ EC English

EC English Language Centres Australia สถาบันสอนภาษาอังกฤษคุณภาพสูง ก่อตั้งในปี คศ. 1969 มีสาขา อยู่ใน ประเทศ อังกฤษ อเมริกา แคนาดา มอลทา และแอฟริกาใต้ ปัจจุบันได้ขยายสาขามาเปิดที่ประเทศออสเตรเลีย เป็นสถาบันที่มีคุณภาพทางการเรียนการสอน

มีบริการต่างๆ มากมายสำหรับนักเรียน เช่น ห้องคอมพิวเตอร์ที่มีอินเตอร์เน็ตให้บริการ, ห้องมัลติมีเดียสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียน, ห้องอาหารสำหรับนักเรียนเพื่อใช้ดื่มกาแฟ รับประทานอาหารร่วมกันซี่งจะทำให้นักเรียนได้สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเพื่อนต่างชาติ, ห้องสมุด และบริการ Wi-Fi ด้วยคุณภาพที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ด้วย 21 วิทยาเขตทั่วโลก

วิทยาเขตที่เปิดสอน

  • USA : Boston, New York, Washington DC, San Diego,
    San Francisco, Los Angeles, Miami
  • CANADA : Montreal, Toronto, Vancouver
  • UK : London, Oxford, Cambridge, Brighton, Bristol, Manchester
  • IRELAND : Dublin
  • MALTA : Malta
  • SOUTH AFRICA : Cape Town

5. โรงเรียนที่เลือกเรียน จะต้องมีที่พักให้เลือกอย่างหลากหลาย ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

นักเรียนหลายๆ คน เดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก ดังนั้น ควรเลือกโรงเรียนที่มีที่พักให้เลือกหลากหลาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และงบประมาณของผู้เรียน แต่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบเนื่องจากเป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์ของผู้เรียน และโอกาสในการพบปะผู้คนใหม่ๆ ที่พักส่วนใหญ่ที่ทางโรงเรียนเสนอให้ มีดังนี้

1. พักกับโฮมสเตย์

โฮสต์แฟมิลี่ หรือโฮมสเตย์ คือ ครอบครัวอุปถัมภ์ที่นักเรียน จะต้องไปพักอาศัยอยู่ด้วยในระหว่างที่เรียนต่อต่างประเทศ และจะต้องดูแลนักเรียนเหมือนเป็นคนในครอบครัว มีผู้ปกครองหลายท่าน ที่เลือกให้บุตรหลานพักกับโฮสต์แฟมิลี่ ซึ่งนี่จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะภาษาได้อย่างรวดเร็ว และเข้าถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น เพราะนักเรียนจะต้องอาศัยอยู่กับครอบครัวเจ้าของภาษาตลอดเวลา และมีคนท้องถิ่นคอยดูแลช่วยเหลือก็จะทำให้ผู้ปกครองรู้สึกอุ่นใจมากกว่า

ครอบครัวที่ได้รับเลือกมาเป็นโฮสต์แฟมิลี่ทุกครอบครัว ได้รับการประเมินและคัดเลือกจากรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว ว่าเป็นโฮสต์แฟมิลี่ที่มีคุณสมบัติสำหรับการดูแลนักเรียนต่างชาติ และโฮสต์แฟมิลี่ทุกหลัง จะได้รับการตรวจสอบอบ่างสม่ำเสมอ

คลิ๊ก…เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ข้อดี ข้อเสีย ที่พักแบบโฮสต์แฟมิลี่ หรือ โฮมสเตย์ มีอะไรบ้าง

2. พักกับหอพักนักเรียน

การพักหอพักนักเรียน เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการรู้จักเพื่อนใหม่ นักเรียนมีตัวเลือกหลากหลาย เช่น ห้องเดี่ยว หรือห้องเตียงคู่ มีสิ่งอำนวยความสะดวก และส่วนกลางครบครัน ความปลอดภัยสูง เหมาะสำหรับนักเรียนที่ต้องการที่พักที่มีความสะดวกสบาย

3. พักกับอพาร์ทเม้น

หากนักเรียนต้องการความเป็นอิสระ หรือความเป็นส่วนตัว การเลือกพักกับอพาร์ทเม้น เป็นวิธีที่ดีที่สุด เนื่องจากนักเรียนจะได้ห้องของตัวเอง พร้อมห้องน้ำในตัว แต่ข้อเสียของการพักกับอพาร์ทเม้นคือ นักเรียนต้องหาซื้อเฟอร์นิเจอร์ด้วยตนเอง และจะต้องจัดการกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต

4. พักในหอพักมหาวิทยาลัย

โรงเรียนสอนภาษาบางแห่ง ตั้งอยู่ในวิทยาเขตของมหาวิทยาลัย ดังนั้น นักเรียนสามารถเลือกพักในหอพักมหาวิทยาลัยได้ ข้อดีของที่พักในมหาวิทยาลัยคือ ใกล้กับสถานที่เรียน นักเรียนสามารถเดินไปเรียนได้ สิ่งอำนวยความสะดวกเพียบพร้อม และนักเรียนสามารถใช้สวัสดิการภายในมหาวิทยาลัยได้ เช่น โรงยิม ห้องสมุด สนามกีฬา

วิธีเลือกที่พักที่เหมาะกับตัวเอง

  • ใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะได้เรียนในตอนเช้า? อยู่ในระยะที่เดินได้หรือไม่?
  • มีป้ายรถเมล์ / สถานีรถไฟในบริเวณใกล้เคียงหรือไม่?
  • ถ้าหากเลือกพักกับโฮมสเตย์ เจ้าของบ้านมีสัตว์เลี้ยงหรือไม่ ?
  • ห้องที่พักเป็นห้องเดียวหรือห้องแชร์ ?
  • ห้องที่พักมีห้องน้ำส่วนตัวหรือห้องน้ำรวม ?
  • มีพื้นที่ส่วนกล้าง หรือห้องครัวแบบแชร์หรือไม่ ?

หากต้องการคำแนะนำอย่างละเอียด เกี่ยวกับที่พัก และการเดินทาง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากเดอะเบสท์ ได้เลยค่ะ

สอบถามข้อมูลการบริการเพิ่มเติมติดต่อ
โทร
 :
090-327 3558088-269 5099

Email : contact@thebest-edu.com
Line :@thebesteduหรือคลิ๊กเพิ่มเพื่อนด้านล่างได้เลยค่ะ

เพิ่มเพื่อน

6. อาจารย์ผู้สอนจะต้องมีคุณภาพได้รับการรับรอง ห้องเรียนจะต้องมีอัตราส่วนนักเรียน และสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียน

ชั้นเรียนต้องไม่เยอะจนเกินไป

โดยปกติแล้ว ชั้นเรียนจะอยู่ที่ประมาณ 6 – 12 คน ไม่มาก และไม่น้อยจนเกินไป เพื่อให้นักเรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับครูผู้สอนได้อย่างใกล้ชิด 

สภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย

ภายในห้องเรียนต้องมีแสงสว่างอย่างเพียงพอ อุปกรณ์ห้องเรียนต้องเพียบพร้อม มีสื่อการสอนที่หลากหลาย และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยอำนวยการเรียนการสอน

อาจารย์ผู้สอนมีคุณภาพ

อาจารย์ผู้สอนจะต้องมีคุณภาพ และมีความเชี่ยวชาญในการสอน มีเทคนิคการสอนที่หลากหลาย แพรวพราว และไม่ทำให้ชั้นเรียนน่าเบื่อ โดยคุณภาพการสอนของอาจารย์ สามารถวัดได้หลายแบบ เช่น ต้องมีวุฒิการศึกษา TESOL หรือสำเร็จการศึกษาเกี่ยวกับการสอนภาษาอังกฤษสำหรับชาวต่างชาติโดยเฉพาะ ยิ่งเป็นเจ้าของภาษาด้วยยิ่งดี เนื่องจากจะได้ฝึกการออกเสียงได้อย่างชัดเจน

Nationality Mix หรืออัตราส่วนนักเรียนชาวต่างชาติ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

Nationality Mix หรืออัตราส่วนนักเรียนชาวต่างชาติ สิ่งสำคัญสำหรับการเรียนภาษา ที่หลายๆ คนมองข้าม สิ่งที่ดีที่สุดในการเรียนต่อต่างประเทศคือการมีเพื่อนต่างชาติ ที่สามารถพูดคุย เรียนรู้ และสนุกสนานไปด้วยกัน นอกจากนี้ อาจจะได้เรียนรู้ทักษะภาษาที่สามเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ดีอย่างแน่นอนถ้าหากโรงเรียนสอนภาษามีแต่นักเรียนชาติเดียวกัน โรงเรียนภาษาอังกฤษที่มีคุณภาพ จึงมีการผสมผสานเชื้อชาติให้หลากหลาย ทั้งในโรงเรียน และในห้องเรียน พยายามไม่ให้คนชาติเดียวกันอยู่ชั้นเรียนเดียวกัน เพื่อนักเรียนจะได้สื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างเต็มรูปแบบ 

EC-Adult-Brochure-2020-English-555.jpg

7. โรงเรียนจะต้องมีหลักสูตรให้เลือกหลากหลาย และตรงกับความต้องการของผู้เรียน

โดยปกติแล้ว โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษมักจะเริ่มเรียนได้ทุกวันจันทร์ ดังนั้น ควรวางแผนการเปิดเรียน และระยะเวลาการทำวีซ่าให้ดี แนะนำให้วางแผนล่วงหน้า 2 เดือน ก่อนเปิดเรียน และการสมัครเรียนแต่ละช่วงเวลาของโปรโมชั่น ก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยทั่วไปแล้ว โปรโมชั่นจะเปลี่ยนแปลงทุก 3 เดือน ดังนั้น หากวางแผนเรียนอีก 3 เดือนข้างหน้า ควรสมัครเรียนไว้ก่อน เพื่อรักษาโปรโมชั่นเดิม

1. ต้องการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อเพิ่มทักษะภาษา และรับประสบการณ์ใหม่ๆ

หากนักเรียนมีวัตถุประสงค์เพื่ออยากพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ หลักสูตรที่แนะนำคือ ภาษาอังกฤษทั่วไป General English เป็นหลักสูตรพื้นฐานภาษาอังกฤษ โดยสามารถเลือกเรียนเป็นหลักสูตรระยะสั้น หรือระยะยาวได้ (แต่ไม่ควรเกิน 1 ปี) นอกจากนี้ สามารถเลือกความเข้มข้นของบทเรียนได้ เช่น Intensive จะเรียนเข้มข้น และระยะเวลาเรียนยาวกว่า หลักสูตรทั่วไป

2. ต้องการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย

หากต้องการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย ควรเลือกสถาบันที่เป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัย University Pathway หรือไม่ หรือมีหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับการเรียนต่อ เช่น English for Academic Purposes (EAP) หรือหลักสูตรเตรียมสอบ Exam Preparation เพื่อเตรียมสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ที่ใช้ยื่นเข้าเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น เช่น IELTS, TOEFL, TOEIC และ Cambridge

3. ต้องการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อประสบความสำเร็จในการทำงาน

หลักสูตรที่เหมาะสมคือ ภาษษอังกฤษเชิงธุรกิจ (Business English) เป็นหลักสูตรที่เน้นทักษะด้านการสื่อสารทางธุรกิจ การทำงาน การนำเสนองาน อย่างมืออาชีพ เป็นหลักสูตรที่นิยมสำหรับผู้ที่ทำงานแล้ว 

4. ต้องการเรียนภาษาอังกฤษ และท่องเที่ยวต่างประเทศ

นักเรียน สามารถลงเรียนหลักสูตรระยะสั้น ได้ หรือบางโรงเรียน มีหลักสูตร Summer Camp หรือ Winter Camp โดยจะสอดแทรกกิจกรรมนอกหลักสูตรเข้าไปด้วย หรือบางโรงเรียน มีหลักสูตรเสริม เช่น English + Ski เรียนภาษาอังกฤษพร้อมเรียนเล่นสกี English + Golf เรียนภาษาอังกฤษพร้อมเรียนตีกอร์ฟ English + Football เรียนภาษาอังกฤษ พร้อมเรียนฟุตบอล เป็นต้น

8. อายุไม่ใช่ข้อจำกัดในการเรียนภาษา ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ ก็สามารถเรียนได้

โดยปกติ อายุตั้งแต่ 18 ปี จะสามารถเข้าเรียนได้ตามปกติอยู่แล้ว แต่สำหรับนักเรียนคนไหนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี หรือมากกว่า 30 ปี โรงเรียนภาษาอังกฤษบางแห่ง ยังมีหลักสูตรพิเศษให้เลือกเรียนได้อีกด้วย ให้ความสำคัญกับนักเรียนในช่วงกลุ่มอายุต่างๆ เป็นพิเศษ เพื่อให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับช่วงอายุ จึงมีหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับผู้ใหญ่ เช่น English 30+ หรือหลักสูตรสำหรับเด็ก เช่น English for Young Learner

หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับผู้ใหญ่ English for 30+ Programmes 

นักเรียนที่มีอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป อาจจะไม่เหมาะ ถ้าหากต้องเรียนร่วมกับเด็กๆ ดังนั้น บางโรงเรียนจึงจัดกลุ่มที่มีช่วงอายุเดียวกัน เพื่อนักเรียนที่เป็นผู้ใหญ่ และทำงานแล้ว จะได้มีกิจกรรมสังสรรค์ร่วมกัน มีโอกาสแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และสร้างเครือข่ายธุรกิจ นอกจากนี้ กิจกรรมนอกหลักสูตรก็จะมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เช่น วันหยุดสุดสัปดาห์ อาจจะมีการไปดินเนอร์ หรือเที่ยวคลับ บาร์ เป็นต้น

หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก Young Learner Programmes

โดยทั่วไปแล้ว Young Learner คือ ผู้เยาว์ ซึ่งหมายถึงนักเรียนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี บางโรงเรียนอาจใช้คำว่า Junior Program โดยสิ่งที่พิเศษสำหรับหลักสูตรนี้คือ การเพิ่มการกำกับดูแล และความปลอดภัยให้กับผู้เรียน รวมถึงกิจกรรมนอกหลักสูตรที่เหมาะสม เช่น การท่องเที่ยวเยี่ยมชมสถานที่ พิพิธภัณฑ์ หรือทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับผู้เยาว์

โดยทั่วไปแล้ว หลักสูตร Young Learner Programmes จะต้องพักกับโฮมสเตย์ เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน โดยครอบครัวโฮมสเตย์ จะคอยช่วยเหลือ เปรียบเสมือนเป็นบ้านหลังที่สองของนักเรียน ที่สำคัญ นักเรียนยังสามารถฝึกพูดภาษาอังกฤษกับเจ้าของบ้านได้แบบฟรีๆ อีกด้วย ซึ่งโฮมสเตย์ทุกหลัง ได้รับการรับรองจากโรงเรียน และได้รับการตรวจสอบจากรัฐบาลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน

 

เป็นอย่างไรบ้างคะ สำหรับ 8 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับการเลือกโรงเรียนสอนภาษาต่างประเทศ หากน้องๆ คนไหนมีคำถาม หรือสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับทางพี่ๆ ศูนย์ฯ เดอะเบสท์ได้ฟรี ได้เลยค่ะ


ติดต่อเราเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

  • บริการให้คำปรึกษาฟรี ทั้งเรื่อง การเรียน
  • เรื่องการทำวีซ่า การเตรียมเอกสาร
  • ทำให้การเรียนต่อต่างประเทศเป็นเรื่องง่าย
  • ดูแลจนกว่านักเรียนจะเรียนจบ
  • ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าใช้จ่ายที่ทางโรงเรียนเรียกเก็บ
  • คลิ๊ก เพื่อทำความรู้จักเดอะเบสท์ เพิ่มเติม

แนะนำให้สอบถามก่อนล่วงหน้า 3 – 4 เดือนก่อนจะเดินทาง ช้าสุดไม่ควรน้อยกว่า 2 เดือน เพื่อทางเดอะเบสท์จะได้ทำการจองที่นั่ง เนื่องจากจำนวนนักเรียนที่รับเข้าเรียนได้มีจำนวนจำกัด

เรียนต่อต่างประเทศ ปรึกษาเดอะเบสท์ฟรี

สอบถามข้อมูลการบริการเพิ่มเติมติดต่อ
โทร
 :
090-327 3558088-269 5099

Email : contact@thebest-edu.com
Line :@thebesteduหรือคลิ๊กเพิ่มเพื่อนด้านล่างได้เลยค่ะ

เพิ่มเพื่อน

Advertisements

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.